เรามักจะได้ยินเสมอว่าวิธีที่ เอสเอ็มอี จะพัฒนาธุรกิจให้ขยายตัวออกไปได้อย่างมั่นคงก็คือ การสร้างนวัตกรรม หรือ การสร้างความแปลกใหม่ให้กับสินค้าหรือกระบวนการในการดำเนินธุรกิจ
และส่วนประกอบหนึ่งของการสร้างความแปลกใหม่ ก็หนีไม่พ้นการสร้างหรือแสวงหาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในด้านต่างๆ มาเสริมความแข็งแกร่งให้กับกิจการ
โดยทั่วไปแล้ว กระบวนการพัฒนาสินค้าใหม่หรือการนำเทคโนโลยีใหม่มาประยุกต์เข้ากับตัวสินค้า เป็นเรื่องที่จะต้องมีการดำเนินการและวางแผนอย่างเป็นระบบเพื่อทำให้เอสเอ็มอีสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
เพราะความผิดพลาดในการออกสินค้าใหม่หรือการนำสินค้าใหม่สู่ตลาด อาจสร้างความเสียหายทางธุรกิจให้กับกิจการได้อย่างรุนแรง
โดยเฉพาะสินค้าใหม่ที่ต้องใช้นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ต้องมีการลงทุนสูง
ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีหน่วยงานสนับสนุนทางด้านการเงินให้กับเอสเอ็มอีที่ต้องการมุ่งสร้างธุรกิจนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่ไม่น้อย และทุกโครงการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจนวัตกรรม ก็ย่อมจะเล็งผลเลิศและมุ่งประสงค์ที่จะนำธุรกิจใหม่นั้นไปสู่ความสำเร็จเชิงธุรกิจ
ไม่ได้ต้องการที่จะกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อความ “มัน” หรือ ความต้องการที่จะพิสูจน์ฝีมือหรือความรู้ทางเทคนิคของตนเพียงอย่างเดียว
เพื่อให้เอสเอ็มอีที่มุ่งเน้นการสร้างธุรกิจนวัตกรรม สามารถดำเนินการไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายได้ เอสเอ็มอีนวัตกรรม เถ้าแก่นักประดิษฐ์ หรือ เถ้าแก่ไฮเทค ทั้งหลาย ซึ่งปัจจุบันได้รับการเอ่ยถึงในนามของ Technopreneur ซึ่งมาจากคำว่า Technology (เทคโนโลยี) + Entrepreneur (ผู้ประกอบการที่เป็นเจ้าของธุรกิจ)
Technopreneur ควรให้ความสำคัญกับขั้นตอนหรือกลยุทธ์ในกระบวนการพัฒนาสินค้าเทคโนโลยีหรือสินค้านวัตกรรม ซึ่งจะมีขั้นตอนต่างๆ เป็นลำดับ คือ
1. การมองเห็นโอกาสทางการตลาดสำหรับความต้องการสินค้าใหม่หรือเทคโนโลยีใหม่
2. การกลั่นกรองหรือคัดเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการนำมาประยุกต์ใช้ในธุรกิจ
3. การวิเคราะห์หรือประมาณการคร่าวๆ เกี่ยวกับความต้องการของตลาดและความเป็นไปได้ของผลตอบแทนเชิงธุรกิจ
4. การวิเคราะห์เบื้องต้นทางการเงินและแหล่งสนับสนุนทางการเงิน
5. การออกแบบหรือลงรายละเอียดในด้านความเป็นไปได้ทางเทคนิค
6. การจัดเตรียมความพร้อมและโครงสร้างสนับสนุนในการสร้างสินค้าหรือเทคโนโลยี
7. การสร้างสินค้าหรือเทคโนโลยีต้นแบบ
8. การทดสอบสินค้าหรือเทคโนโลยีภายในโรงงาน
9. การทดสอบสินค้าในสภาพใช้งานจริงในตลาดตัวอย่าง
10. การจัดทำแผนธุรกิจเพื่อเปิดตัวสินค้าอย่างเต็มรูปแบบ
11. การเริ่มต้นปฏิบัติตามแผนธุรกิจที่จัดทำไว้
ขั้นตอนสำคัญเริ่มแรกที่สุดก็คือ การมองเห็นโอกาสหรือการค้นพบโอกาสทางธุรกิจที่จะเป็นที่มาของแรงผลักดันหรือเกิดความคิดที่จะสร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา
มีผู้รวบรวมวิธีการแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจไว้ว่าสามารถเกิดขึ้นได้จากแหล่งต่างๆ ดังนี้
การค้นพบหรือการทดลองที่ได้รับความสำเร็จโดยไม่คาดคิดหรือโดยบังเอิญ
การทดลองหรือประสบการณ์ที่ล้มเหลว ไม่ได้ผลตามต้องการ แต่กลายเป็นการค้นพบสิ่งใหม่
เหตุการณ์ภายนอกที่เกิดขึ้นหรือไปพบเห็นมาโดยไม่คาดฝัน
สภาวะของเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิดความแตกต่างที่เป็นโอกาส
การสังเกตช่องว่างหรือความแตกต่างระหว่างผลที่เกิดขึ้นจากการทดลองที่คิดไว้กับผลที่เกิดขึ้นจริงเมื่อทดลองทำไปแล้ว
ช่องว่างหรือความแตกต่างที่เกิดขึ้นจากการที่คิดว่าตลาดหรือผู้บริโภคจะยอมรับกับข้อเท็จจริงหรือการสนองตอบจริงของตลาดหรือผู้บริโภค
ผลที่เกิดจากการปฏิบัติงานหรือกระบวนการที่ตั้งใจไว้ แต่ได้ผลออกมาเป็นอีกอย่างหนึ่ง
การพัฒนาวิธีการทำงานเพื่อลดความผิดพลาดหรือเพิ่มประสิทธิภาพ
โครงสร้างของตลาดหรือผู้บริโภคที่เอื้ออำนวยให้เกิดโอกาส
โครงสร้างของประชากรและพฤติกรรมที่เอื้ออำนวยให้เกิดโอกาส
ทัศนคติ ความนิยม หรือ วิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป
มีการสร้างความรู้หรือเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ยังไม่มีใครรู้จัก
ฯลฯ
จะเห็นได้ว่า แหล่งของโอกาสต่างๆ เหล่านี้ อาจแยกออกได้เป็นกลุ่มใหญ่ๆ คือ
โอกาสจากความบังเอิญ หรือที่เรียกว่า “เฮง”
โอกาสจากการค้นพบหรือจากองค์ความรู้ใหม่ หรือที่เรียกว่า “เก่ง”
โอกาสที่เกิดจากการเรียนรู้ในสิ่งที่ผิดพลาด หรือที่เรียกว่า “ผิดเป็นครู”
ความไม่ “เก่ง” และไม่ “เฮง” ก็ยังจะสร้างโอกาสขึ้นได้ หากผู้ประกอบการยังเป็นคนที่ขยันทำงาน ช่างสังเกต และเรียนรู้กับสิ่งที่ตนเองได้ทำไปกับมือ ถึงแม้ว่าในครั้งแรกจะยังไม่เกิดความสำเร็จขึ้นมา
ความพยายามและความตั้งใจที่จะเรียนรู้จากความผิดพลาด เป็นจิตวิญญาณที่สำคัญอย่างหนึ่งของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่จะประสบความสำเร็จ
โอกาสของธุรกิจใหม่หรือธุรกิจนวัตกรรมไม่เพียงแต่จะอาศัยความสามารถภายในของกิจการ เช่น ความพร้อมในเรื่องการออกแบบและการผลิต และการมองการณ์ไกลของตัวเจ้าของธุรกิจเองแล้ว ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยภายนอกที่สำคัญ ก็คือความต้องการของตลาดอีกด้วย
สินค้าใหม่ที่จะประสบความสำเร็จ จะต้องสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างเหมาะเจาะ ถูกจังหวะ ถูกเวลา ความแปลกใหม่ที่จะมอบให้กับผู้บริโภคก็จะต้องสามารถกระตุ้นความสนใจ หรือสร้างความสนใจให้กับผู้บริโภคได้ และต้องสามารถยืนอยู่ในตลาดได้ยาวพอให้เกิดการคุ้มทุน
การมีขนาดตลาดของกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่เพียงพอ และสภาวะของการแข่งขันที่ไม่รุนแรงมากนัก ก็จะเพิ่มโอกาสทางธุรกิจให้สูงขึ้นได้
ฝรั่งจะมอง “โอกาส” เป็นเหมือนกับ “หน้าต่าง” จึงมักเรียกโอกาสว่าเป็น Window of Opportunity เพราะโอกาสมักจะเปิดหรือปิดก็ได้ สำหรับคนใดคนหนึ่งในเวลาใดเวลาหนึ่ง
แล้วเอสเอ็มอีไทยเราละครับ จะมองเห็นโอกาสเป็นอะไรดี ?!!?
8/24/07
8/5/07
เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน
ความคิดเป็นต้นทางของการกระทำและการพูด คนๆ หนึ่งมีความคิดอย่างไร ชีวิตของเขาก็จะเป็นอย่างนั้น ถ้าจะให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เราทุกคนควรว่าจะให้ชีวิตเป็นไปในแนวทางใด การเลือกความคิดก็เท่ากับเลือกชีวิต ถ้าเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน
การคิดของคนเราแบ่งให้เข้าใจง่ายๆ เป็นสองแนวทาง คือ การคิดทางลบ และการคิดทางบวก การคิดทางลบทำให้มองเห็นแต่ความไม่น่าพอใจ ยุ่งยาก ลำบาก เป็นไปไม่ได้ น่ากลัว น่าหวาดระแวง การคิดทางบวกทำให้มองเห็นแต่ความสดใส น่าพึงพอใจ เป็นไปได้ น่าสนใจ และน่าลงมือทำ
คิดลบ ชีวิตถดถอย
การคิดทางลบเป็นการคิดที่บั่นทอนพลังใจของตนเองและคนรอบข้าง การคิดทางลบ คือความไม่พอใจ ความช่างติเตียน ความน้อยใจ ความวิตกกังวล ความกลัว ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้แก้ไข และความหยิ่งยโสหลงตน
การคิดทางลบทำให้เกิดการกระทำที่ "สุดโต่ง" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างเกินความพอดี เช่น โมโหเร็วเกินเหตุ กังวลเกินเหตุ ละเอียดเกินเหตุ น้อยใจเกินเหตุ สำคัญตนว่าฉลาดและแน่กว่าคนอื่นจนเกินเหตุ จึงส่งผลให้คนที่คิดทางลบมีวิจารณญาณที่ผิดพลาดได้ง่าย คือ เห็นสิ่งที่ควรทำเป็นของไม่ควร เห็นสิ่งที่ไม่ควรว่าเป็นสิ่งที่ควร เมื่อวิจารณญาณผิด พฤติกรรมที่ผิดกาลเทศะไปด้วย แต่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยว่าตนทำผิดมารยาท ผิดกาลเทศะ ผิดจังหวะ ผิดฝาผิดตัวไปหมด
การคิดทางลบมีผลเสียต่อการทำงานและชีวิตส่วนตัว เพราะบั่นทอนความรู้สึกของตัวเอง เพื่อนร่วมทีมงาน และคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง เพราะทำให้จิตใจอ่อนแอ ร้อนรุ่ม สับสน หดหู่ ท้อแท้ ท้อถอย สิ้นหวัง และหมดแรงที่จะสู้ในทุกกรณี เพราะมองเห็นแต่ความยุ่งยากลำบากและความเป็นไปไม่ได้ ทำให้จิตใจและสีหน้าหม่นหมอง และเครียดจนเคยชิน ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานก็ดูหนักไปหมด จนดูถดถอยกว่าเดิม
คิดบวก ชีวิตดีขึ้น
การคิดทางบวกเป็นการคิดที่สร้างสรรค์พลังใจให้แก่ตนเองและคนรอบข้าง การคิดทางบวก คือ ความพอใจ ความอิ่มเอมใจ ความเห็นคุณค่าของตนเองและคนรอบข้าง ความเมตตาอยากช่วยคนอื่นให้ได้สิ่งดีๆ ความเคารพและให้เกียรติคน และทำให้คนมีวิจารณญาณที่เหมาะสม ถูกกาลเทศะ ถูกจังหวะเวลา ถูกมารยาท ทำให้การงานดำเนินไปด้วยดี มีความสำเร็จยิ่งขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งก้าวหน้า ปัญญาก็ยิ่งเกิด ผลดีจึงได้กับชีวิตตนเอง ครอบครัว และงาน
ดิฉันได้ฝึกฝนมาด้วยตนเองจนได้สรุปว่า ถ้าเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน ดิฉันจึงคิดหาวิธีการถ่ายทอดวิธีการเปลี่ยนความคิดจากการคิดทางลบมาเป็นการคิดทางบวก จนทำออกมาเป็นหลักสูตรเพื่อฝึกคนให้รู้แก่นแท้ว่าการคิดทางลบและทางบวกเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะลดการคิดทางลบของตนเองและเพิ่มการคิดทางบวกของตนเองได้อย่างไร
คนที่เข้ามาฝึกในหลักสูตรสองวัน จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ออกแบบไว้เพื่อปลูกฝังทัศนคติทางบวกทีละน้อยๆ จนเข้าใจเนื้อแท้ของการคิดอย่างนี้อย่างเข้าถึงแก่น จนสามารถนำไปใช้งานในชีวิตจริงได้ทันที
ดิฉันขอยกตัวอย่างการฝึกคิดสร้างสรรค์ทางบวกให้แก่ผู้จัดการร้านทุกผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป เช่น พิซซ่าคอมปะนี ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ แดรี่ควีน ซิซซ์เล่อร์ และเบอร์เกอร์คิง หลังจากเรียนสองวันจบแล้ว ต่างคนต่างนำการคิดทางบวกกลับไปทำงานของตนหลังจากนั้นสี่เดือน ผู้จัดการเหล่านั้นกลับมาพบกันใหม่กับดิฉัน เพื่อทำการทบทวนและย้ำหลักการและเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ให้
ผู้จัดการทั้งหลายมีโอกาสดีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และผลดีจากการนำการคิดทางบวกไปใช้จริงให้เพื่อนๆ ได้ฟัง และได้เขียนลงกระดาษบอกให้ดิฉันได้ทราบอย่างน่าประทับใจ นี่คือตัวอย่างประโยชน์ที่เขาเขียนมาเล่าให้ฟังค่ะ
1.ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เช่น ปกติถ้าเข้าร้านแล้วอะไรไม่ได้ดังใจจะโวยวาย ปัจจุบันนี้นิ่ง แล้วคิดก่อนว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากอะไร เราจะมีวิธีการพูดกับเขาอย่างไรให้เหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้น เรียกเข้ามาคุยแล้วแก้ปัญหาอะไร
2.มองโลกในแง่ดี เช่น ทุกอย่างเป็นไปได้ เมื่อสิ่งที่เป็นทางลบ ก็คิดในทางที่ดีและค่อยๆ หาทางแก้ไข ลูกน้องมีปัญหาก็รับฟัง และช่วยกันแก้ไข ถ้ามีปัญหาเรื่องเวลาการทำงาน ก็ปรับให้สอดคล้องกัน
3.เข้าใจภาวะต่างๆ อย่างไม่ต้องวิตกกังวล พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งที่ดีและไม่ดีในชีวิตครอบครัว ที่ทำงาน บรรยากาศเปลี่ยนแปลง ใจเย็นขึ้น รอบคอบขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น สิ่งที่วิตกกังวลในสิ่งต่างๆ ลดน้อยลง
4.มีทัศนคติที่สร้างสรรค์ เช่น เดิมชอบคิดว่า ใครที่ว่าเรา เขาคงเกลียดเรา แต่ถ้าเราปรับเปลี่ยนทัศนคติว่า เราทำแบบนั้นจริงไหม ถ้าจริง การว่าก็คือการตักเตือนด้วยความหวังดี ถ้าไม่จริง ก็จะไม่โกรธ เพราะไม่มีใครจะรู้จักตัวเราเท่าตัวเราเอง สักวันถ้าเราทำดีอาจจะมีคนรู้
5.มีบุคลิกสร้างสรรค์ เช่น เคยเป็นคนใจร้อน ใครทำอะไรให้ไม่พอใจ หรือทำอะไรไม่ถูกใจ ก็จะตำหนิ-ด่า โดยไม่เคยนึกถึงจิตใจของคนอื่นเลย เมื่อเรียนการคิดทางบวกแล้ว ใจเย็นขึ้น หัดพูดเรื่องที่ทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจ เก็บอารมณ์ให้ใจเย็น
6.เป็นที่รักของคนอื่นมากขึ้น เช่น จากการเรียนมาแล้ว ได้นำมาใช้ทั้งส่วนตัวและเรื่องงานมากๆ เมื่อเวลาที่เราพูดหรือคิดไม่ดี จะเตือนตัวเองทุกครั้งว่า คิดบวกรีบกลับมานะ ทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น เพราะทำให้เราเป็นผู้ฟังที่ดี มีผู้คนรักเรามากขึ้น
7.พัฒนาตนเองมีผลต่อลูกน้อง เช่น สิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับชีวิตก็มีเยอะมาก แต่สิ่งที่อยากเล่าให้ฟังคือ พัฒนาการของกิริยามารยาทของตัวเอง เมื่อก่อนเป็นคนพูดไม่ค่อยคิด จนทำให้คนรอบข้างได้รับความทุกข์จากคำพูดของเรา แต่หลังจากที่ได้เรียนแล้วก็ได้คิดและปรับตัวใหม่ ชีวิตเริ่มเปลี่ยนดังคำพูด “เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” ปัจจุบันพนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น อยากมาทำงานทุกวัน ขอบคุณครับ
8.สอนลูกน้องได้ เช่น ได้ถ่ายทอดให้ลูกน้องในร้าน จากการที่เขาเป็นคนที่คิดและพูดลบๆ กลับเป็นบวก จากการที่เคยมีลูกค้าบ่น กลายเป็นมีลูกค้าประจำ
แท้จริงชีวิตนั้นแสนง่าย เราให้อะไรกับชีวิตเราก็ได้สิ่งนั้น ถ้าเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน มานำพาชีวิตของเราเองไปในทางบวกและทางสร้างสรรค์กัน
การคิดของคนเราแบ่งให้เข้าใจง่ายๆ เป็นสองแนวทาง คือ การคิดทางลบ และการคิดทางบวก การคิดทางลบทำให้มองเห็นแต่ความไม่น่าพอใจ ยุ่งยาก ลำบาก เป็นไปไม่ได้ น่ากลัว น่าหวาดระแวง การคิดทางบวกทำให้มองเห็นแต่ความสดใส น่าพึงพอใจ เป็นไปได้ น่าสนใจ และน่าลงมือทำ
คิดลบ ชีวิตถดถอย
การคิดทางลบเป็นการคิดที่บั่นทอนพลังใจของตนเองและคนรอบข้าง การคิดทางลบ คือความไม่พอใจ ความช่างติเตียน ความน้อยใจ ความวิตกกังวล ความกลัว ความรู้สึกผิดที่ไม่ได้แก้ไข และความหยิ่งยโสหลงตน
การคิดทางลบทำให้เกิดการกระทำที่ "สุดโต่ง" ไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอย่างเกินความพอดี เช่น โมโหเร็วเกินเหตุ กังวลเกินเหตุ ละเอียดเกินเหตุ น้อยใจเกินเหตุ สำคัญตนว่าฉลาดและแน่กว่าคนอื่นจนเกินเหตุ จึงส่งผลให้คนที่คิดทางลบมีวิจารณญาณที่ผิดพลาดได้ง่าย คือ เห็นสิ่งที่ควรทำเป็นของไม่ควร เห็นสิ่งที่ไม่ควรว่าเป็นสิ่งที่ควร เมื่อวิจารณญาณผิด พฤติกรรมที่ผิดกาลเทศะไปด้วย แต่เจ้าตัวไม่รู้ตัวเลยว่าตนทำผิดมารยาท ผิดกาลเทศะ ผิดจังหวะ ผิดฝาผิดตัวไปหมด
การคิดทางลบมีผลเสียต่อการทำงานและชีวิตส่วนตัว เพราะบั่นทอนความรู้สึกของตัวเอง เพื่อนร่วมทีมงาน และคนรอบข้างที่เกี่ยวข้อง เพราะทำให้จิตใจอ่อนแอ ร้อนรุ่ม สับสน หดหู่ ท้อแท้ ท้อถอย สิ้นหวัง และหมดแรงที่จะสู้ในทุกกรณี เพราะมองเห็นแต่ความยุ่งยากลำบากและความเป็นไปไม่ได้ ทำให้จิตใจและสีหน้าหม่นหมอง และเครียดจนเคยชิน ชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานก็ดูหนักไปหมด จนดูถดถอยกว่าเดิม
คิดบวก ชีวิตดีขึ้น
การคิดทางบวกเป็นการคิดที่สร้างสรรค์พลังใจให้แก่ตนเองและคนรอบข้าง การคิดทางบวก คือ ความพอใจ ความอิ่มเอมใจ ความเห็นคุณค่าของตนเองและคนรอบข้าง ความเมตตาอยากช่วยคนอื่นให้ได้สิ่งดีๆ ความเคารพและให้เกียรติคน และทำให้คนมีวิจารณญาณที่เหมาะสม ถูกกาลเทศะ ถูกจังหวะเวลา ถูกมารยาท ทำให้การงานดำเนินไปด้วยดี มีความสำเร็จยิ่งขึ้น ยิ่งทำก็ยิ่งก้าวหน้า ปัญญาก็ยิ่งเกิด ผลดีจึงได้กับชีวิตตนเอง ครอบครัว และงาน
ดิฉันได้ฝึกฝนมาด้วยตนเองจนได้สรุปว่า ถ้าเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน ดิฉันจึงคิดหาวิธีการถ่ายทอดวิธีการเปลี่ยนความคิดจากการคิดทางลบมาเป็นการคิดทางบวก จนทำออกมาเป็นหลักสูตรเพื่อฝึกคนให้รู้แก่นแท้ว่าการคิดทางลบและทางบวกเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะลดการคิดทางลบของตนเองและเพิ่มการคิดทางบวกของตนเองได้อย่างไร
คนที่เข้ามาฝึกในหลักสูตรสองวัน จะได้ทำกิจกรรมต่างๆ ที่ออกแบบไว้เพื่อปลูกฝังทัศนคติทางบวกทีละน้อยๆ จนเข้าใจเนื้อแท้ของการคิดอย่างนี้อย่างเข้าถึงแก่น จนสามารถนำไปใช้งานในชีวิตจริงได้ทันที
ดิฉันขอยกตัวอย่างการฝึกคิดสร้างสรรค์ทางบวกให้แก่ผู้จัดการร้านทุกผลิตภัณฑ์ของกลุ่มไมเนอร์ฟู้ดกรุ๊ป เช่น พิซซ่าคอมปะนี ไอศกรีมสเวนเซ่นส์ แดรี่ควีน ซิซซ์เล่อร์ และเบอร์เกอร์คิง หลังจากเรียนสองวันจบแล้ว ต่างคนต่างนำการคิดทางบวกกลับไปทำงานของตนหลังจากนั้นสี่เดือน ผู้จัดการเหล่านั้นกลับมาพบกันใหม่กับดิฉัน เพื่อทำการทบทวนและย้ำหลักการและเพิ่มเติมสิ่งใหม่ๆ ให้
ผู้จัดการทั้งหลายมีโอกาสดีได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และผลดีจากการนำการคิดทางบวกไปใช้จริงให้เพื่อนๆ ได้ฟัง และได้เขียนลงกระดาษบอกให้ดิฉันได้ทราบอย่างน่าประทับใจ นี่คือตัวอย่างประโยชน์ที่เขาเขียนมาเล่าให้ฟังค่ะ
1.ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ เช่น ปกติถ้าเข้าร้านแล้วอะไรไม่ได้ดังใจจะโวยวาย ปัจจุบันนี้นิ่ง แล้วคิดก่อนว่า เหตุที่เป็นเช่นนี้เกิดจากอะไร เราจะมีวิธีการพูดกับเขาอย่างไรให้เหตุการณ์นี้ไม่เกิดขึ้น เรียกเข้ามาคุยแล้วแก้ปัญหาอะไร
2.มองโลกในแง่ดี เช่น ทุกอย่างเป็นไปได้ เมื่อสิ่งที่เป็นทางลบ ก็คิดในทางที่ดีและค่อยๆ หาทางแก้ไข ลูกน้องมีปัญหาก็รับฟัง และช่วยกันแก้ไข ถ้ามีปัญหาเรื่องเวลาการทำงาน ก็ปรับให้สอดคล้องกัน
3.เข้าใจภาวะต่างๆ อย่างไม่ต้องวิตกกังวล พร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั้งที่ดีและไม่ดีในชีวิตครอบครัว ที่ทำงาน บรรยากาศเปลี่ยนแปลง ใจเย็นขึ้น รอบคอบขึ้น มีเหตุผลมากขึ้น สิ่งที่วิตกกังวลในสิ่งต่างๆ ลดน้อยลง
4.มีทัศนคติที่สร้างสรรค์ เช่น เดิมชอบคิดว่า ใครที่ว่าเรา เขาคงเกลียดเรา แต่ถ้าเราปรับเปลี่ยนทัศนคติว่า เราทำแบบนั้นจริงไหม ถ้าจริง การว่าก็คือการตักเตือนด้วยความหวังดี ถ้าไม่จริง ก็จะไม่โกรธ เพราะไม่มีใครจะรู้จักตัวเราเท่าตัวเราเอง สักวันถ้าเราทำดีอาจจะมีคนรู้
5.มีบุคลิกสร้างสรรค์ เช่น เคยเป็นคนใจร้อน ใครทำอะไรให้ไม่พอใจ หรือทำอะไรไม่ถูกใจ ก็จะตำหนิ-ด่า โดยไม่เคยนึกถึงจิตใจของคนอื่นเลย เมื่อเรียนการคิดทางบวกแล้ว ใจเย็นขึ้น หัดพูดเรื่องที่ทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจ เก็บอารมณ์ให้ใจเย็น
6.เป็นที่รักของคนอื่นมากขึ้น เช่น จากการเรียนมาแล้ว ได้นำมาใช้ทั้งส่วนตัวและเรื่องงานมากๆ เมื่อเวลาที่เราพูดหรือคิดไม่ดี จะเตือนตัวเองทุกครั้งว่า คิดบวกรีบกลับมานะ ทำให้คุณภาพชีวิตเราดีขึ้น เพราะทำให้เราเป็นผู้ฟังที่ดี มีผู้คนรักเรามากขึ้น
7.พัฒนาตนเองมีผลต่อลูกน้อง เช่น สิ่งที่ดีเกิดขึ้นกับชีวิตก็มีเยอะมาก แต่สิ่งที่อยากเล่าให้ฟังคือ พัฒนาการของกิริยามารยาทของตัวเอง เมื่อก่อนเป็นคนพูดไม่ค่อยคิด จนทำให้คนรอบข้างได้รับความทุกข์จากคำพูดของเรา แต่หลังจากที่ได้เรียนแล้วก็ได้คิดและปรับตัวใหม่ ชีวิตเริ่มเปลี่ยนดังคำพูด “เปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน” ปัจจุบันพนักงานทุกคนมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น อยากมาทำงานทุกวัน ขอบคุณครับ
8.สอนลูกน้องได้ เช่น ได้ถ่ายทอดให้ลูกน้องในร้าน จากการที่เขาเป็นคนที่คิดและพูดลบๆ กลับเป็นบวก จากการที่เคยมีลูกค้าบ่น กลายเป็นมีลูกค้าประจำ
แท้จริงชีวิตนั้นแสนง่าย เราให้อะไรกับชีวิตเราก็ได้สิ่งนั้น ถ้าเปลี่ยนความคิด ชีวิตก็เปลี่ยน มานำพาชีวิตของเราเองไปในทางบวกและทางสร้างสรรค์กัน
7/4/07
31 วิธีข่ม 'ความกลัว' ก่อนลุยธุรกิจ
อะไรที่ทำให้คุณ "ถอย" ออกมาจากการเริ่มต้นธุรกิจ เกร็ดต่อไปนี้จะช่วยให้คุณเผชิญหน้ากับความกลัวและกลายเป็น "นายตัวเอง" ได้ในที่สุด
หลายครั้งที่การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เรามักจะคิดถึงกันแต่เรื่องขั้นตอนและวิธีการ แต่แท้จริงแล้ว...ในการเดินทางเพื่อเริ่มต้นนั้นมีเรื่องราวสำคัญพอๆ กับการเขียนแผนธุรกิจหรือการระดมเงินทุนเลยทีเดียว ด้วยแผนธุรกิจและเงินออมที่มีอยู่ในมือ คุณยังไม่จำเป็นต้องลาออกจากงาน หลังจากที่ออกจากงานและกลับเข้ามาทำใหม่ถึงสองครั้ง ก็พบว่ามีวิธีการที่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจกลับคืนมาและเอาชนะความกลัวได้ และต่อไปนี้คือ 31 วิธีการที่ใช้ได้ผลกับคุณด้วยเช่นกัน
1. ยอมรับฟังเสียงเรียกร้องในหัวใจของคุณ คุณยังไม่จำเป็นต้องรู้ในตอนนี้ก็ได้ว่าคุณจะทำอะไรหรือจะทำอย่างไร แค่เพียงตระหนักถึงเสียงภายในของคุณที่ร่ำร้องจะออกมาสู่โลกของ "ผู้ประกอบการ" เขียนว่า "ใช่! ฉันยอมรับว่าฉันอยากได้...." ลงไปในกระดาษ และแปะไว้ที่ผนังเพื่อเตือนตัวเองว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้า เมื่อคุณทำอย่างนี้ คุณก็จะเริ่มเห็นความเป็นไปได้ของการเป็นเจ้านายตัวเองแล้ว
2. เริ่มจดบันทึก เขียนไอเดีย เป้าหมาย ความรู้สึก หรืออะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทุกๆ วัน การบันทึกเรื่องราวจะช่วยทำให้คุณได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น และจะมองเห็นพัฒนาการเมื่อคุณย้อนกลับมาดู
3. เขียน "เป้าหมาย" จากการศึกษาพบว่าคนที่เขียนเป้าหมายนั้นจะประสบความสำเร็จตามที่เขียนไว้มากกว่าคนที่ไม่ได้เขียนถึง 5 เท่า เมื่อไหร่ที่คุณต้องการทำธุรกิจ? ออกจากงาน? คุณต้องเก็บเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่? ตั้งเป้าหมายและดำเนินการไปให้ถึงจุดนั้น
4. คิดออกมาเป็นภาพ ลองใช้จินตนาการคิดถึงความต้องการในการเป็นผู้ประกอบการของคุณและเขียนลงไป เพราะคนที่สร้างสรรค์จินตนาการขึ้นมานั้นมีโอกาสที่จะได้ "สัมผัส" ประสบการณ์นั้นๆ มากกว่า ลองถามตัวเองดูว่า "ฉันอยากทำงานในออฟฟิศแบบไหน?" และ "ฉันอยากให้บริการลูกค้าแบบไหน?"
5. สร้างและอ่านประโยคแห่ง "การยืนยัน" การยืนยันข้อความว่า "ฉันเป็น..." ในสิ่งที่คุณต้องการให้เกิดขึ้น เขียนด้วยประโยค "กาลปัจจุบัน" ประหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นแล้ว "ฉันเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ" เป็นตัวอย่างที่ดีในการเริ่มต้น สร้างประโยคแห่งการยืนยันทำนองนี้ขึ้นมาสัก 10-20 ประโยคลงบนแผ่นกระดาษ และนำไปติดในที่ๆ สามารถมองเห็นและอ่านได้ง่าย ข้อความเหล่านี้จะช่วยให้คุณเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง และสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
6. ประเมิน "ความเชื่อ" ของคุณ นำกระดาษมา 1 แผ่น เขียนความเชื่อในตนเอง เงิน และอนาคตของคุณลงไปทางด้านซ้าย และลองดูว่าความเชื่อเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นว่าคุณต้องการเชื่ออะไร หรือไม่ก็เขียนความเชื่อใหม่ๆ ของคุณลงทางขวา นำไปรวมกับประโยคแห่งการยืนยัน เคยมีลูกค้าคนหนึ่งที่ค้นพบว่าความเชื่อเกี่ยวกับเงินของเขานั้นจริงๆ แล้วเป็นความเชื่อของพ่อแม่ ดังนั้นเขาจึงสร้างความเชื่อใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของเขา
7. ทำในสิ่งที่รัก นี่จะช่วยให้คุณค้นพบและให้ความกระจ่างได้ว่าคุณจะทำกิจการใด หากคุณไม่รู้ว่าตนเองรักที่จะทำอะไร ก็ลองคิดกลับมาถึงสิ่งที่คุณชอบทำในสมัยเด็กๆ ดูก็ได้
8. หัดทำสิ่งที่แตกต่างจากทุกวัน ลองเปลี่ยนตารางเวลาของคุณดูบ้าง ลูกค้าคนหนึ่งเคยคิดว่านี่เป็นวิธีง่ายๆ แต่ปรากฏว่ามันใช้เวลาถึง 3 วันกว่าที่เธอจะลุกขึ้นมาบนเตียงอีกด้านหนึ่งได้ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยปลดปล่อยความกลัวและเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจได้
9. ทำ "เหมือนกับว่า" เริ่มต้นแสดงท่าทีเหมือนกับว่าคุณเป็นนายตัวเอง ลองรู้สึกถึงการที่คุณต้องจัดตารางเวลาเอง และหารายได้ให้ตัวเองดูว่าเป็นอย่างไร เมื่อคุณได้ลองเริ่มทำแล้วคุณก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น
10. หัดกลัวตัวเองดูบ้าง คุณกลัวที่จะต้องทำอะไร พูดอะไรบางอย่าง หรือออกไปไหนสักแห่งหรือไม่? จงกลัวต่อไปเถอะ!! การกลัวแต่ยังต้องทำต่อไปนั้นจะเป็นการสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้ตนเอง และยังเป็นการท้าทายในการเอาชนะความกลัวด้วยตัวเองได้อีกด้วย
11. ใช้เวลาอยู่กับ "ธรรมชาติ" ทำสวน หรือเดินเล่นตามชายหาด หรือเดินป่า สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะช่วยสร้างความสงบภายในจิตใจ และสามารถช่วยประคับประคองจิตใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง
12. ยอมรับทุกความรู้สึกของคุณ คุณสามารถคาดหวังความรู้สึกทุกชนิด เมื่อคุณเริ่มต้นทำธุรกิจหรือแม้เพียงแต่คิดที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ ความรู้สึกเปราะบาง ความไม่แน่นอน ความสงสัย ความกลัว ความไม่มั่นคงนั้นเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็รูสึกได้ ลองสร้างบทสนทนาเชิงบวกกับตัวเอง และคุยถึงความรู้สึกเหล่านี้กับเพื่อนที่สนิท และเตือนตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าคุณไม่เป็นอะไร
13. ทำเรื่องที่ยังไม่เสร็จให้เสร็จ ลิสต์รายการที่รบกวนคุณและคุณจำเป็นต้องทำให้สำเร็จ ปรับปรุงหรือสรุปขั้นสุดท้าย หาช่องว่างสำหรับธุรกิจใหม่ของคุณโดยการทำสิ่งที่อยู่ในรายการของคุณให้เสร็จไปทีละรายการ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมตู้เย็น ข่มความโกรธ หรือทำสวนก็ตาม
14. หาความรู้ใส่ตัว "ความรู้คือพลัง" เข้าเรียนหรือร่วมงานสัมมนาที่เกี่ยวกับการเริ่มต้น การทำตลาด และการดำเนินธุรกิจ ลูกค้ารายหนึ่งที่เริ่มต้นทำธุรกิจได้เข้าร่วมในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ซึ่งผลที่ได้ก็คือธุรกิจของเขาได้ลงในหนังสือพิมพ์ด้วย
15. ยอมรับและเชื่อในคำชม เมื่อมีคนชม ก็ขอให้คุณยอมรับและเชื่อในคำชมนั้นๆ เพราะมันเป็นการสร้างความมั่นใจให้คุณ
16. ยอมรับใน "พรสวรรค์" ของคุณ จงตระหนักและยอมรับในพรสวรรค์และความสามารถพิเศษของคุณ คุณชอบทำอะไรบ้างแม้ว่าคุณจะไม่ได้อะไรจากสิ่งนั้นเลยก็ตาม
17. หยุดโทษตัวเอง หากคุณได้ยินเสียงตัวเองกำลังกล่าวโทษ ให้จดบันทึกไว้และพึงระวังเหตุการณ์นี้ เช่นหากคุณคิดว่า "ฉันดูไม่ใช่พวกผู้ประกอบการ" ก็ขอให้คุณเปลี่ยนมันเป็น "ฉันมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ที่ฉันตั้งใจทำ"
18. ลบคำว่า "ฉันทำไม่ได้" พึงระวังในขณะที่คุณพูดว่า "ทำไม่ได้" และเปลี่ยนมันเป็นคำถามเปิดว่า "ฉันจะทำได้อย่างไร?" อย่างเช่นหากคุณกำลังรู้สึกว่า "ฉันไม่สามารถขอกู้เงินได้ เพราะเครดิตของฉันไม่ดี" ให้เป็น "ฉันจะกู้เงินได้อย่างไร?" และไปพบกับพนักงานติดตามหนี้สิน เพื่อขอเจรจาปรับเครดิตของคุณ จริงๆ แล้วผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินเก็บของตนเองนั้นมักจะได้รับวงเงินกู้ในที่สุด
19. ยอมรับความยุ่งยาก ความยุ่งยากสับสนเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มธุรกิจ ให้คุณลองบันทึกไว้และนำไปพูดคุยกับเพื่อน และรู้ไว้ว่ามันจะผ่านไปได้ในที่สุดเมื่อคุณยอมรับมันได้
20. รู้ไว้ว่าไม่มีจังหวะเวลาที่ถูกต้อง ผู้ประกอบการอาจเริ่มต้นธุรกิจด้วยหนี้สิน เงินจำนวนน้อยนิด ด้วยเงินมหาศาล ด้วยประสบการณ์น้อยนิด หรือด้วยสถานการณ์ใดๆ ก็ได้
21. เริ่มจากเล็กๆ คุณไม่ได้เริ่มธุรกิจอย่างอลังการ แต่ให้คำนึงถึงความจริงและถามตัวเองว่า "ฉันต้องการอะไรเพื่อเริ่มธุรกิจบ้าง" และเริ่มต้นจากเล็กๆ (เพราะบางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาทำธุรกิจเลยก็ได้)
22. บอกว่า "ไม่" เมื่อคุณคิดว่าไม่ และบอก "ใช่" เมื่อคุณคิดว่าใช่ ครั้งต่อไปเมื่อคุณถูกถาม การตอบรับหรือปฏิเสธขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ หรือถ้าหากคุณยังไม่ได้ตัดสินใจก็ขอให้บอกไปว่า "แล้วฉันจะติดต่อคุณกลับไป"
23. หลีกเลี่ยงการประเมินตัวเอง หากคุณกำลังคิดว่า "ความคิดนี้โง่จริง" ให้ระลึกไว้ว่าคุณเป็นคนเลือกที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้คุณยอมรับในตนเอง และสร้างไอเดียใหม่ๆ สำหรับธุรกิจได้มากขึ้น
24. ออกห่างจาก "ความรู้สึกแย่ๆ" ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกแย่ ให้จดสถานการณ์ ความคิดหรือความรู้สึกที่ทำให้คุณรู้สึกเช่นนั้นลงไปทุกครั้งจนกว่าจะดีขึ้น และดูว่าคุณต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะออกห่างจากความรู้สึกนี้ เช่น หากคุณรู้สึกว่าการจ่ายบิลเป็นเรื่องแย่ๆ และทำให้จ่ายล่าช้าอยู่เสมอ ก็ให้หันมาจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา
25. เผื่อใจสำหรับ "การต่อต้าน" คุณอาจมีความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองหรือจากคนรอบข้างก็ได้ คุณควรเดินหน้าต่อไปท่ามกลางกระแสต่อต้าน โดยที่คุณเองก็ยอมรับและยังคงทำในสิ่งที่จำเป็นต่อไป
26. ตอบคำถาม "แล้วถ้าหาก..." เช่น "แล้วถ้าหากว่ามันไม่ได้ผลล่ะ?" "แล้วถ้าหากฉันไม่ได้เงินเลยล่ะ?" ให้คุณจดบันทึกเหตุการณ์สมมติเหล่านี้ไว้ และตอบคำถามให้ได้ เช่น การตอบคำถามที่ว่า "แล้วถ้าหากฉันไม่ได้เงินเลยล่ะ?"คุณอาจตอบว่า"ฉันก็จะหางานพิเศษทำควบคู่ไปกับธุรกิจนี้"
27. หมั่นอดทน ครั้งต่อไปถ้าคุณติดไฟแดงหรือกำลังต่อคิวอยู่ ให้ลองฝึกความอดทนเอาไว้ เพราะการฝึกความอดทนเป็นลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการ
28. เอาชนะอาการ "ยังดีไม่พอ" มีลูกค้าหลายรายที่ต้องพับกระดานหรือล้มเลิกโครงการไปเพราะพวกเขาคิดว่าไม่มีทักษะการขายที่ดี ไม่มีโบรชัวร์ที่ดี หรือไม่มีสินค้าที่ดีพอ ครั้งต่อไปหากคุณรู้สึกอยากจะล้มเลิก ลองหาทนทางที่จะทำให้คุณยอมรับมันให้ได้ และระลึกไว้ว่าคุณรู้มากพอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้
29. ขอความช่วยเหลือ เมื่อคุณรู้สึกท้าทายและไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครเลย เมื่อนั้นให้คุณขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นคือเวลาที่คุณต้องการมันมากที่สุด
30. เชื่อในสัญชาตญาณของคุณเอง คนอื่นๆ อาจจะบอกว่าคุณเพี้ยนที่ออกจากงานดีๆ มาทำธุรกิจ แต่ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวคุณเอง ดังนั้นจงเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรู้ และลงมือทำ
31. ปฏิบัติต่อตนเองด้วยความเอาใจใส่ เข้าถึงความต้องการทางจิตใจ ร่างกาย และอารมณ์ของคุณด้วยความสมดุล การดูแลตนเองจะทำให้คุณมีพลังในการสร้างสรรค์และสามารถทำงานต่างๆ ได้โดยใช้เวลาน้อยลง
จาก Entrepreneur magazine - April 2005 By Suzanne Mulvehill
หลายครั้งที่การเริ่มต้นธุรกิจใหม่ เรามักจะคิดถึงกันแต่เรื่องขั้นตอนและวิธีการ แต่แท้จริงแล้ว...ในการเดินทางเพื่อเริ่มต้นนั้นมีเรื่องราวสำคัญพอๆ กับการเขียนแผนธุรกิจหรือการระดมเงินทุนเลยทีเดียว ด้วยแผนธุรกิจและเงินออมที่มีอยู่ในมือ คุณยังไม่จำเป็นต้องลาออกจากงาน หลังจากที่ออกจากงานและกลับเข้ามาทำใหม่ถึงสองครั้ง ก็พบว่ามีวิธีการที่จะช่วยสร้างขวัญและกำลังใจกลับคืนมาและเอาชนะความกลัวได้ และต่อไปนี้คือ 31 วิธีการที่ใช้ได้ผลกับคุณด้วยเช่นกัน
1. ยอมรับฟังเสียงเรียกร้องในหัวใจของคุณ คุณยังไม่จำเป็นต้องรู้ในตอนนี้ก็ได้ว่าคุณจะทำอะไรหรือจะทำอย่างไร แค่เพียงตระหนักถึงเสียงภายในของคุณที่ร่ำร้องจะออกมาสู่โลกของ "ผู้ประกอบการ" เขียนว่า "ใช่! ฉันยอมรับว่าฉันอยากได้...." ลงไปในกระดาษ และแปะไว้ที่ผนังเพื่อเตือนตัวเองว่าคุณกำลังก้าวไปข้างหน้า เมื่อคุณทำอย่างนี้ คุณก็จะเริ่มเห็นความเป็นไปได้ของการเป็นเจ้านายตัวเองแล้ว
2. เริ่มจดบันทึก เขียนไอเดีย เป้าหมาย ความรู้สึก หรืออะไรก็ตามที่ผ่านเข้ามาในชีวิตทุกๆ วัน การบันทึกเรื่องราวจะช่วยทำให้คุณได้รู้จักตัวเองมากยิ่งขึ้น และจะมองเห็นพัฒนาการเมื่อคุณย้อนกลับมาดู
3. เขียน "เป้าหมาย" จากการศึกษาพบว่าคนที่เขียนเป้าหมายนั้นจะประสบความสำเร็จตามที่เขียนไว้มากกว่าคนที่ไม่ได้เขียนถึง 5 เท่า เมื่อไหร่ที่คุณต้องการทำธุรกิจ? ออกจากงาน? คุณต้องเก็บเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่? ตั้งเป้าหมายและดำเนินการไปให้ถึงจุดนั้น
4. คิดออกมาเป็นภาพ ลองใช้จินตนาการคิดถึงความต้องการในการเป็นผู้ประกอบการของคุณและเขียนลงไป เพราะคนที่สร้างสรรค์จินตนาการขึ้นมานั้นมีโอกาสที่จะได้ "สัมผัส" ประสบการณ์นั้นๆ มากกว่า ลองถามตัวเองดูว่า "ฉันอยากทำงานในออฟฟิศแบบไหน?" และ "ฉันอยากให้บริการลูกค้าแบบไหน?"
5. สร้างและอ่านประโยคแห่ง "การยืนยัน" การยืนยันข้อความว่า "ฉันเป็น..." ในสิ่งที่คุณต้องการให้เกิดขึ้น เขียนด้วยประโยค "กาลปัจจุบัน" ประหนึ่งว่ามันเกิดขึ้นแล้ว "ฉันเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ" เป็นตัวอย่างที่ดีในการเริ่มต้น สร้างประโยคแห่งการยืนยันทำนองนี้ขึ้นมาสัก 10-20 ประโยคลงบนแผ่นกระดาษ และนำไปติดในที่ๆ สามารถมองเห็นและอ่านได้ง่าย ข้อความเหล่านี้จะช่วยให้คุณเกิดความเชื่อมั่นในตัวเอง และสามารถสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้
6. ประเมิน "ความเชื่อ" ของคุณ นำกระดาษมา 1 แผ่น เขียนความเชื่อในตนเอง เงิน และอนาคตของคุณลงไปทางด้านซ้าย และลองดูว่าความเชื่อเหล่านั้นสะท้อนให้เห็นว่าคุณต้องการเชื่ออะไร หรือไม่ก็เขียนความเชื่อใหม่ๆ ของคุณลงทางขวา นำไปรวมกับประโยคแห่งการยืนยัน เคยมีลูกค้าคนหนึ่งที่ค้นพบว่าความเชื่อเกี่ยวกับเงินของเขานั้นจริงๆ แล้วเป็นความเชื่อของพ่อแม่ ดังนั้นเขาจึงสร้างความเชื่อใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของเขา
7. ทำในสิ่งที่รัก นี่จะช่วยให้คุณค้นพบและให้ความกระจ่างได้ว่าคุณจะทำกิจการใด หากคุณไม่รู้ว่าตนเองรักที่จะทำอะไร ก็ลองคิดกลับมาถึงสิ่งที่คุณชอบทำในสมัยเด็กๆ ดูก็ได้
8. หัดทำสิ่งที่แตกต่างจากทุกวัน ลองเปลี่ยนตารางเวลาของคุณดูบ้าง ลูกค้าคนหนึ่งเคยคิดว่านี่เป็นวิธีง่ายๆ แต่ปรากฏว่ามันใช้เวลาถึง 3 วันกว่าที่เธอจะลุกขึ้นมาบนเตียงอีกด้านหนึ่งได้ การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยปลดปล่อยความกลัวและเตรียมพร้อมสำหรับการเริ่มต้นทำธุรกิจได้
9. ทำ "เหมือนกับว่า" เริ่มต้นแสดงท่าทีเหมือนกับว่าคุณเป็นนายตัวเอง ลองรู้สึกถึงการที่คุณต้องจัดตารางเวลาเอง และหารายได้ให้ตัวเองดูว่าเป็นอย่างไร เมื่อคุณได้ลองเริ่มทำแล้วคุณก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น
10. หัดกลัวตัวเองดูบ้าง คุณกลัวที่จะต้องทำอะไร พูดอะไรบางอย่าง หรือออกไปไหนสักแห่งหรือไม่? จงกลัวต่อไปเถอะ!! การกลัวแต่ยังต้องทำต่อไปนั้นจะเป็นการสร้างกำลังใจและความเชื่อมั่นให้ตนเอง และยังเป็นการท้าทายในการเอาชนะความกลัวด้วยตัวเองได้อีกด้วย
11. ใช้เวลาอยู่กับ "ธรรมชาติ" ทำสวน หรือเดินเล่นตามชายหาด หรือเดินป่า สภาพแวดล้อมที่เป็นธรรมชาติจะช่วยสร้างความสงบภายในจิตใจ และสามารถช่วยประคับประคองจิตใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง
12. ยอมรับทุกความรู้สึกของคุณ คุณสามารถคาดหวังความรู้สึกทุกชนิด เมื่อคุณเริ่มต้นทำธุรกิจหรือแม้เพียงแต่คิดที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจ ความรู้สึกเปราะบาง ความไม่แน่นอน ความสงสัย ความกลัว ความไม่มั่นคงนั้นเป็นเรื่องปกติที่ใครๆ ก็รูสึกได้ ลองสร้างบทสนทนาเชิงบวกกับตัวเอง และคุยถึงความรู้สึกเหล่านี้กับเพื่อนที่สนิท และเตือนตัวเองอยู่เสมอๆ ว่าคุณไม่เป็นอะไร
13. ทำเรื่องที่ยังไม่เสร็จให้เสร็จ ลิสต์รายการที่รบกวนคุณและคุณจำเป็นต้องทำให้สำเร็จ ปรับปรุงหรือสรุปขั้นสุดท้าย หาช่องว่างสำหรับธุรกิจใหม่ของคุณโดยการทำสิ่งที่อยู่ในรายการของคุณให้เสร็จไปทีละรายการ ไม่ว่าจะเป็นการซ่อมตู้เย็น ข่มความโกรธ หรือทำสวนก็ตาม
14. หาความรู้ใส่ตัว "ความรู้คือพลัง" เข้าเรียนหรือร่วมงานสัมมนาที่เกี่ยวกับการเริ่มต้น การทำตลาด และการดำเนินธุรกิจ ลูกค้ารายหนึ่งที่เริ่มต้นทำธุรกิจได้เข้าร่วมในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ ซึ่งผลที่ได้ก็คือธุรกิจของเขาได้ลงในหนังสือพิมพ์ด้วย
15. ยอมรับและเชื่อในคำชม เมื่อมีคนชม ก็ขอให้คุณยอมรับและเชื่อในคำชมนั้นๆ เพราะมันเป็นการสร้างความมั่นใจให้คุณ
16. ยอมรับใน "พรสวรรค์" ของคุณ จงตระหนักและยอมรับในพรสวรรค์และความสามารถพิเศษของคุณ คุณชอบทำอะไรบ้างแม้ว่าคุณจะไม่ได้อะไรจากสิ่งนั้นเลยก็ตาม
17. หยุดโทษตัวเอง หากคุณได้ยินเสียงตัวเองกำลังกล่าวโทษ ให้จดบันทึกไว้และพึงระวังเหตุการณ์นี้ เช่นหากคุณคิดว่า "ฉันดูไม่ใช่พวกผู้ประกอบการ" ก็ขอให้คุณเปลี่ยนมันเป็น "ฉันมีความสามารถที่จะทำอะไรก็ได้ที่ฉันตั้งใจทำ"
18. ลบคำว่า "ฉันทำไม่ได้" พึงระวังในขณะที่คุณพูดว่า "ทำไม่ได้" และเปลี่ยนมันเป็นคำถามเปิดว่า "ฉันจะทำได้อย่างไร?" อย่างเช่นหากคุณกำลังรู้สึกว่า "ฉันไม่สามารถขอกู้เงินได้ เพราะเครดิตของฉันไม่ดี" ให้เป็น "ฉันจะกู้เงินได้อย่างไร?" และไปพบกับพนักงานติดตามหนี้สิน เพื่อขอเจรจาปรับเครดิตของคุณ จริงๆ แล้วผู้ที่เริ่มต้นธุรกิจด้วยเงินเก็บของตนเองนั้นมักจะได้รับวงเงินกู้ในที่สุด
19. ยอมรับความยุ่งยาก ความยุ่งยากสับสนเป็นส่วนหนึ่งของการเริ่มธุรกิจ ให้คุณลองบันทึกไว้และนำไปพูดคุยกับเพื่อน และรู้ไว้ว่ามันจะผ่านไปได้ในที่สุดเมื่อคุณยอมรับมันได้
20. รู้ไว้ว่าไม่มีจังหวะเวลาที่ถูกต้อง ผู้ประกอบการอาจเริ่มต้นธุรกิจด้วยหนี้สิน เงินจำนวนน้อยนิด ด้วยเงินมหาศาล ด้วยประสบการณ์น้อยนิด หรือด้วยสถานการณ์ใดๆ ก็ได้
21. เริ่มจากเล็กๆ คุณไม่ได้เริ่มธุรกิจอย่างอลังการ แต่ให้คำนึงถึงความจริงและถามตัวเองว่า "ฉันต้องการอะไรเพื่อเริ่มธุรกิจบ้าง" และเริ่มต้นจากเล็กๆ (เพราะบางทีคุณอาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาทำธุรกิจเลยก็ได้)
22. บอกว่า "ไม่" เมื่อคุณคิดว่าไม่ และบอก "ใช่" เมื่อคุณคิดว่าใช่ ครั้งต่อไปเมื่อคุณถูกถาม การตอบรับหรือปฏิเสธขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการจริงๆ หรือถ้าหากคุณยังไม่ได้ตัดสินใจก็ขอให้บอกไปว่า "แล้วฉันจะติดต่อคุณกลับไป"
23. หลีกเลี่ยงการประเมินตัวเอง หากคุณกำลังคิดว่า "ความคิดนี้โง่จริง" ให้ระลึกไว้ว่าคุณเป็นคนเลือกที่จะเริ่มต้นทำธุรกิจด้วยตัวเอง ซึ่งจะทำให้คุณยอมรับในตนเอง และสร้างไอเดียใหม่ๆ สำหรับธุรกิจได้มากขึ้น
24. ออกห่างจาก "ความรู้สึกแย่ๆ" ครั้งต่อไปที่คุณรู้สึกแย่ ให้จดสถานการณ์ ความคิดหรือความรู้สึกที่ทำให้คุณรู้สึกเช่นนั้นลงไปทุกครั้งจนกว่าจะดีขึ้น และดูว่าคุณต้องทำอย่างไรเพื่อที่จะออกห่างจากความรู้สึกนี้ เช่น หากคุณรู้สึกว่าการจ่ายบิลเป็นเรื่องแย่ๆ และทำให้จ่ายล่าช้าอยู่เสมอ ก็ให้หันมาจ่ายหนี้ให้ตรงเวลา
25. เผื่อใจสำหรับ "การต่อต้าน" คุณอาจมีความรู้สึกขัดแย้งในตัวเองหรือจากคนรอบข้างก็ได้ คุณควรเดินหน้าต่อไปท่ามกลางกระแสต่อต้าน โดยที่คุณเองก็ยอมรับและยังคงทำในสิ่งที่จำเป็นต่อไป
26. ตอบคำถาม "แล้วถ้าหาก..." เช่น "แล้วถ้าหากว่ามันไม่ได้ผลล่ะ?" "แล้วถ้าหากฉันไม่ได้เงินเลยล่ะ?" ให้คุณจดบันทึกเหตุการณ์สมมติเหล่านี้ไว้ และตอบคำถามให้ได้ เช่น การตอบคำถามที่ว่า "แล้วถ้าหากฉันไม่ได้เงินเลยล่ะ?"คุณอาจตอบว่า"ฉันก็จะหางานพิเศษทำควบคู่ไปกับธุรกิจนี้"
27. หมั่นอดทน ครั้งต่อไปถ้าคุณติดไฟแดงหรือกำลังต่อคิวอยู่ ให้ลองฝึกความอดทนเอาไว้ เพราะการฝึกความอดทนเป็นลักษณะสำคัญของผู้ประกอบการ
28. เอาชนะอาการ "ยังดีไม่พอ" มีลูกค้าหลายรายที่ต้องพับกระดานหรือล้มเลิกโครงการไปเพราะพวกเขาคิดว่าไม่มีทักษะการขายที่ดี ไม่มีโบรชัวร์ที่ดี หรือไม่มีสินค้าที่ดีพอ ครั้งต่อไปหากคุณรู้สึกอยากจะล้มเลิก ลองหาทนทางที่จะทำให้คุณยอมรับมันให้ได้ และระลึกไว้ว่าคุณรู้มากพอที่จะคว้าโอกาสนั้นไว้
29. ขอความช่วยเหลือ เมื่อคุณรู้สึกท้าทายและไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครเลย เมื่อนั้นให้คุณขอความช่วยเหลือ เพราะนั่นคือเวลาที่คุณต้องการมันมากที่สุด
30. เชื่อในสัญชาตญาณของคุณเอง คนอื่นๆ อาจจะบอกว่าคุณเพี้ยนที่ออกจากงานดีๆ มาทำธุรกิจ แต่ไม่มีใครรู้ดีเท่าตัวคุณเอง ดังนั้นจงเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรู้ และลงมือทำ
31. ปฏิบัติต่อตนเองด้วยความเอาใจใส่ เข้าถึงความต้องการทางจิตใจ ร่างกาย และอารมณ์ของคุณด้วยความสมดุล การดูแลตนเองจะทำให้คุณมีพลังในการสร้างสรรค์และสามารถทำงานต่างๆ ได้โดยใช้เวลาน้อยลง
จาก Entrepreneur magazine - April 2005 By Suzanne Mulvehill
6/22/07
20 นิสัยแย่ๆ ที่ผู้นำควรปรับเปลี่ยน
ศร. ดร.มาร์แชล โกลสมิธ ได้เสนอคำแนะนำแก่นักบริหารให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอันไม่สมควร ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าของตัวเองและองค์กร ไว้ในหนังสือ What Got You Here Won’t Get You There สำนักพิมพ์ Hyperion Books. ฉบับตีพิมพ์ใหม่ ปี 2007 โดยมีทั้งหมด 20 ประการ ดังนี้
1. การคิดแต่เรื่องชัยชนะมากเกินไป : แต่ชนะจนยอมเสียทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่สนใจว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่จะดีหรือร้ายอย่างไร
2. ชอบเติมหรือเพิ่มมูลค่ามากเกินไป : หมายถึงมีความโลภ อยากจะบวกเพิ่มคุณค่าหรือราคาให้กับทุกสิ่งที่ทำจนเกินความพอดี
3. มักง่ายในการตัดสินหรือประเมินผู้อื่นแบบขอไปที : ขาดการวินิจฉัยที่ดี ชอบประเมินผู้อื่น โดยยึดเอามาตรฐานของตัวเองเป็นตัววัด
4. ชอบแสดงความคิดเห็นในเชิงทำลาย : คอยเยาะเย้ยถากถาง ย่ำยีความคิดเห็นของคนอื่น เพียงเพราะคิดไปเองว่ามันจะทำให้ให้เราดูเก่งหรือฉลาดขึ้น
5. เพียงแค่เริ่มพูด ก็ได้แต่พูดคำว่า "ไม่", "แต่" หรือ "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ" : มักใช้ถ้อยคำเชิงลบเหล่านี้กับทุกๆ คนที่เราคุยด้วย ในทำนองว่า ฉันถูก หรือคุณผิด
6. ชอบอวดตัวเองว่าเป็นคนเก่ง คนฉลาด : คือนิสัยที่ต้องการแสดงตัวต่อคนอื่นว่าเราเก่งกล้าสามารถมากเกินกว่าที่คนพวกนั้นมองเราจริงๆ
7. พูดตอนโกรธ : มักใช้ถ้อยคำและอารมณ์รุนแรงเป็นเครื่องมือในการจัดการปัญหา
8. เอาแต่คิดแง่ลบ หรือชอบบอกว่า "ขอให้ฉันได้ชี้แจงหน่อยเถอะว่า ทำไมมันถึงไม่ได้ผล" : คือนิสัยที่คอยแต่จะแพร่ความคิดติดลบของเราต่อเรื่องต่างๆ เมื่อเราไม่ได้รับความสนใจหรือไต่ถามจากคนอื่น
9. หวงข้อมูลเกินเหตุ : ปฏิเสธที่จะแบ่งปันข้อมูลความรู้ออกไป เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ได้ผลประโยชน์มากกว่าใครๆ
10. ไม่แสดงการยอมรับหรือมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นตามสมควรแก่มารยาท : ขาดความสามารถในการกล่าวคำชมและให้รางวัลแก่คนอื่นที่ทำคุณงามความดี หรือทำประโยชน์ให้
11. เอาดีเข้าตัวอยู่เสมอ แม้ไม่สมควรจะได้รับ : เป็นเรื่องที่น่ารำคาญที่สุด หากเราประเมินตัวเองสูงเกินความเป็นจริงต่อความสำเร็จต่างๆ ของตัวเอง
12. นิสัยชอบแก้ตัว หรือหาข้ออ้างอยู่เสมอ : คือ ความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมน่าเบื่อหน่าย ของเรา ราวกับว่าเป็นเรื่องปกติที่คนอื่นเขาก็ต้องอ้าง ต้องแก้ตัวกันอย่างนี้
13. ยึดติดอดีต : คอยเอาแต่หนีปัญหา โดยการหลบไปยุ่งขิงกับเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องแย่ๆ พอๆ กันกับนิสัยเอาแต่กล่าวโทษผู้อื่น
14. เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น โดยไม่สนใจคนอื่น : นั่นหมายถึงเราไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรมได้
15. ไม่เคยคิดที่จะแสดงหรือกล่าวคำเสียใจ : นั่นแสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง, ไม่สามารถยอมรับตัวเองว่าผิด หรือสำนึกต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นอันเนื่องมาจากการกระทำของคุณ
16. ไม่รับฟังคนอื่น : แสดงให้เห็นถึงความก้าวร้าวอย่างยิ่ง ที่เราไม่รู้จักเคารพเพื่อนร่วมงาน
17. ไม่เคยแสดงหรือกล่าวคำขอบคุญ : เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ใครๆ ก็รู้ว่า พฤติกรรมที่ไม่รู้จักในสำนึกบุญคุญต่อผู้อื่นอย่างนี้ นับเป็นเรื่องเสียมารยาทที่ไม่ควรทำ
18. ทำร้ายเอาผิดกับคนดีๆ ที่เป็นผู้ชี้ทาง : โดยความเข้าใจผิด มองไม่เห็นความหวังดีของเขา แต่กลับตอบโต้ว่าร้ายเขากลับไปด้วยความรุนแรง
19. ไม่สนใจรับฟังข้อโต้แย้ง : แต่พร้อมที่จะตำหนิผู้อื่นได้ทุกคน ยกเว้นตัวเอง
20. คิดเข้าข้างตัวเอง หรือ คิดเรื่อง “ตัวฉัน” มากเกินไป : ชอบกล่าวอ้างว่าข้อผิดพลาดของเราเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนอื่นเขาจะต้องเป็นอย่างที่เราเป็น
1. การคิดแต่เรื่องชัยชนะมากเกินไป : แต่ชนะจนยอมเสียทุกสิ่งทุกอย่าง โดยไม่สนใจว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่จะดีหรือร้ายอย่างไร
2. ชอบเติมหรือเพิ่มมูลค่ามากเกินไป : หมายถึงมีความโลภ อยากจะบวกเพิ่มคุณค่าหรือราคาให้กับทุกสิ่งที่ทำจนเกินความพอดี
3. มักง่ายในการตัดสินหรือประเมินผู้อื่นแบบขอไปที : ขาดการวินิจฉัยที่ดี ชอบประเมินผู้อื่น โดยยึดเอามาตรฐานของตัวเองเป็นตัววัด
4. ชอบแสดงความคิดเห็นในเชิงทำลาย : คอยเยาะเย้ยถากถาง ย่ำยีความคิดเห็นของคนอื่น เพียงเพราะคิดไปเองว่ามันจะทำให้ให้เราดูเก่งหรือฉลาดขึ้น
5. เพียงแค่เริ่มพูด ก็ได้แต่พูดคำว่า "ไม่", "แต่" หรือ "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ" : มักใช้ถ้อยคำเชิงลบเหล่านี้กับทุกๆ คนที่เราคุยด้วย ในทำนองว่า ฉันถูก หรือคุณผิด
6. ชอบอวดตัวเองว่าเป็นคนเก่ง คนฉลาด : คือนิสัยที่ต้องการแสดงตัวต่อคนอื่นว่าเราเก่งกล้าสามารถมากเกินกว่าที่คนพวกนั้นมองเราจริงๆ
7. พูดตอนโกรธ : มักใช้ถ้อยคำและอารมณ์รุนแรงเป็นเครื่องมือในการจัดการปัญหา
8. เอาแต่คิดแง่ลบ หรือชอบบอกว่า "ขอให้ฉันได้ชี้แจงหน่อยเถอะว่า ทำไมมันถึงไม่ได้ผล" : คือนิสัยที่คอยแต่จะแพร่ความคิดติดลบของเราต่อเรื่องต่างๆ เมื่อเราไม่ได้รับความสนใจหรือไต่ถามจากคนอื่น
9. หวงข้อมูลเกินเหตุ : ปฏิเสธที่จะแบ่งปันข้อมูลความรู้ออกไป เพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ได้ผลประโยชน์มากกว่าใครๆ
10. ไม่แสดงการยอมรับหรือมองเห็นคุณค่าของผู้อื่นตามสมควรแก่มารยาท : ขาดความสามารถในการกล่าวคำชมและให้รางวัลแก่คนอื่นที่ทำคุณงามความดี หรือทำประโยชน์ให้
11. เอาดีเข้าตัวอยู่เสมอ แม้ไม่สมควรจะได้รับ : เป็นเรื่องที่น่ารำคาญที่สุด หากเราประเมินตัวเองสูงเกินความเป็นจริงต่อความสำเร็จต่างๆ ของตัวเอง
12. นิสัยชอบแก้ตัว หรือหาข้ออ้างอยู่เสมอ : คือ ความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับพฤติกรรมน่าเบื่อหน่าย ของเรา ราวกับว่าเป็นเรื่องปกติที่คนอื่นเขาก็ต้องอ้าง ต้องแก้ตัวกันอย่างนี้
13. ยึดติดอดีต : คอยเอาแต่หนีปัญหา โดยการหลบไปยุ่งขิงกับเรื่องราวที่ผ่านไปแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องแย่ๆ พอๆ กันกับนิสัยเอาแต่กล่าวโทษผู้อื่น
14. เลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการเท่านั้น โดยไม่สนใจคนอื่น : นั่นหมายถึงเราไม่สามารถปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเป็นธรรมได้
15. ไม่เคยคิดที่จะแสดงหรือกล่าวคำเสียใจ : นั่นแสดงให้เห็นว่าเราไม่สามารถแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง, ไม่สามารถยอมรับตัวเองว่าผิด หรือสำนึกต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นอันเนื่องมาจากการกระทำของคุณ
16. ไม่รับฟังคนอื่น : แสดงให้เห็นถึงความก้าวร้าวอย่างยิ่ง ที่เราไม่รู้จักเคารพเพื่อนร่วมงาน
17. ไม่เคยแสดงหรือกล่าวคำขอบคุญ : เป็นเรื่องพื้นฐานที่สุดที่ใครๆ ก็รู้ว่า พฤติกรรมที่ไม่รู้จักในสำนึกบุญคุญต่อผู้อื่นอย่างนี้ นับเป็นเรื่องเสียมารยาทที่ไม่ควรทำ
18. ทำร้ายเอาผิดกับคนดีๆ ที่เป็นผู้ชี้ทาง : โดยความเข้าใจผิด มองไม่เห็นความหวังดีของเขา แต่กลับตอบโต้ว่าร้ายเขากลับไปด้วยความรุนแรง
19. ไม่สนใจรับฟังข้อโต้แย้ง : แต่พร้อมที่จะตำหนิผู้อื่นได้ทุกคน ยกเว้นตัวเอง
20. คิดเข้าข้างตัวเอง หรือ คิดเรื่อง “ตัวฉัน” มากเกินไป : ชอบกล่าวอ้างว่าข้อผิดพลาดของเราเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คนอื่นเขาจะต้องเป็นอย่างที่เราเป็น
7 อุปนิสัย ของนักบริหารระดับแนวหน้า
"อุปนิสัย" เป็นผลรวมขององค์ประกอบส่วนบุคคลในด้านความรู้ ทักษะและทัศนคติ ซึ่งทำให้ท่านเกิดความเข้าใจว่า ตนเองต้องทำอะไร อย่างไร และเพื่ออะไร ส่วนคำว่า "ประสิทธิภาพ" หมายถึง ืการสร้างผลลัพธ์ในระยะสั้นและระยะยาวอย่างสมดุลย์ การสร้างนักบริหารที่มีประสิทธิภาพสูง เริ่มจากการปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดีของแต่ละบุคคล (อุปนิสัยที่ 1-3) ไปจนกระทั่งทำให้บุคคลนั้นตระหนักถึง กฏธรรมชาติที่ว่าทุกสรรพสิ่งต่างพึ่งพาอาศัยกัน มนุษย์จึงต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น (อุปนิสัยที่ 4-6) อุปนิสัยที่สำคัญ 7 ประการสำหรับยอดนักบริหาร ได้แก่
1. กระตือรือร้น
แต่เดิมคนเรามีแนวคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดมาจากสิ่งแวดล้อม เผ่าพันธุ์ ประสบการณ์ ตลอดจนการ อบรมตั้งแต่เยาว์วัย ตรงกันข้าม บุคคลที่มีความกระตือรือร้นนั้นจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง รู้จักรับผิดชอบชีวิตและหน้าที่ของตน โดยยึดค่านิยมเป็นหลักในการตัดสินใจและใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในทางที่ถูกต้อง บุคคลที่มีอุปนิสัยเช่นนี้ มักจะไม่กล่าวโทษผู้อื่นหรือโยนความผิดให้กับสถานการณ์ เมื่อเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่กลับจะมุ่งหน้าหาทางออก หรือข้อแก้ไขที่ดีต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกที่จะไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นมาครอบงำจนเป็นทุกข์ไม่เป็นอันกินอันนอน
2. ตั้งเป้าหมายก่อนลงมือทำงานเสมอ (Begin with the end in mind)
ท่านควรจะกำหนดภารกิจหน้าที่ที่ควรจะทำพร้อมถามตนเองว่า ผลสำเร็จควรจะออกมาในรูปใดก่อนเสมอ เป้าหมายนี้จะช่วยให้ท่านสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการตัดสินใจต่างๆ อุปนิสัยนี้สามารถใช้ได้กับทั้งการวางแผนการทำงานและครอบครัว
3. เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง (First Thing first)
ลองวาดและจัดตารางการบริหารเวลาของท่าน โดยให้แนวนอนเป็นส่วนของความเร่งด่วนจากมากไปหาน้อย แนวตั้งเป็นส่วนของความสำคัญจากมากไปหาน้อยเช่นกัน
4. คิดหาทางให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน (Think win-win)
หลายคนมักคิดกันว่า การหาทางออกเช่นนี้เป็นแนวคิดที่เป็นอุดมคติเกินไป ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถทำให้ทุกฝ่ายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันได้ การหาทางออกแบบ win-win ต้องการหาความแข็งแกร่งของจิตใจ ในการหาทางออก คือ ไม่เพียงแต่ต้องนึกถึงบุคคลอื่นเท่านั้น แต่คุณต้องกล้าตัดสินใจและมั่นใจที่จะค้นหา พร้อมๆ กับทำความเข้าใจจนกว่าจะได้ทางออกที่ว่า "ใช่เลย"
5. พยายามเข้าใจเขาก่อนแล้วจึงทำให้เขาเข้าใจเรา (Seek first to understand then be understood)
พยายามฟังและเข้าใจกับสิ่งที่ผู้อื่นอธิบายเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของเขา เมื่อเราเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ฝ่ายตรงข้ามจะมีความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเปิดกว้างในการรับฟังเรามากขึ้น
6. ความร่วมมือร่วมใจกัน (Synergy)
โบราณว่าไว้ สองหัวดีกว่าหัวเดียว เมื่อคนสองคนคิดหาทางออกร่วมกัน ย่อมดีกว่าที่ต่างคนต่างหาทางออกโดยไม่ปรึกษากัน หรือตัดสินใจคนเดียวตามลำพัง ความร่วมมือร่วมใจไม่ใช่การยอมความ หากแต่เป็นการสื่อสารกันด้วยความเคารพในสิทธิและความคิดสร้างสรรค์ของกันและกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ และสามารถหาทางออกได้ดีกว่าเดิม นี่แหละที่ทำให้เกิดสูตร Synergy คือ 1+1 = 3
7. หมั่นฝึกฝนอุปนิสัยทั้ง 6 อยู่เป็นประจำ (Sharpening the saw)
ปฏิบัติตามอุปนิสัยที่กล่าวมาทั้ง 6 ประการ และผสมผสานอุปนิสัยเหล่านั้นให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสุขภาพทางด้านร่างกายและจิตใจของตนเอง ตลอดจนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข แต่อย่าลืมหมั่นทบทวนและนำมาปรับใช้ด้วย
1. กระตือรือร้น
แต่เดิมคนเรามีแนวคิดว่า ทุกสิ่งทุกอย่างถูกกำหนดมาจากสิ่งแวดล้อม เผ่าพันธุ์ ประสบการณ์ ตลอดจนการ อบรมตั้งแต่เยาว์วัย ตรงกันข้าม บุคคลที่มีความกระตือรือร้นนั้นจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลาง รู้จักรับผิดชอบชีวิตและหน้าที่ของตน โดยยึดค่านิยมเป็นหลักในการตัดสินใจและใช้ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในทางที่ถูกต้อง บุคคลที่มีอุปนิสัยเช่นนี้ มักจะไม่กล่าวโทษผู้อื่นหรือโยนความผิดให้กับสถานการณ์ เมื่อเกิดผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ แต่กลับจะมุ่งหน้าหาทางออก หรือข้อแก้ไขที่ดีต่อไปได้ นอกจากนี้ยังสามารถเลือกที่จะไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นมาครอบงำจนเป็นทุกข์ไม่เป็นอันกินอันนอน
2. ตั้งเป้าหมายก่อนลงมือทำงานเสมอ (Begin with the end in mind)
ท่านควรจะกำหนดภารกิจหน้าที่ที่ควรจะทำพร้อมถามตนเองว่า ผลสำเร็จควรจะออกมาในรูปใดก่อนเสมอ เป้าหมายนี้จะช่วยให้ท่านสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการตัดสินใจต่างๆ อุปนิสัยนี้สามารถใช้ได้กับทั้งการวางแผนการทำงานและครอบครัว
3. เรียงลำดับความสำคัญก่อนหลัง (First Thing first)
ลองวาดและจัดตารางการบริหารเวลาของท่าน โดยให้แนวนอนเป็นส่วนของความเร่งด่วนจากมากไปหาน้อย แนวตั้งเป็นส่วนของความสำคัญจากมากไปหาน้อยเช่นกัน
4. คิดหาทางให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน (Think win-win)
หลายคนมักคิดกันว่า การหาทางออกเช่นนี้เป็นแนวคิดที่เป็นอุดมคติเกินไป ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถทำให้ทุกฝ่ายเป็นผู้ได้รับผลประโยชน์ร่วมกันได้ การหาทางออกแบบ win-win ต้องการหาความแข็งแกร่งของจิตใจ ในการหาทางออก คือ ไม่เพียงแต่ต้องนึกถึงบุคคลอื่นเท่านั้น แต่คุณต้องกล้าตัดสินใจและมั่นใจที่จะค้นหา พร้อมๆ กับทำความเข้าใจจนกว่าจะได้ทางออกที่ว่า "ใช่เลย"
5. พยายามเข้าใจเขาก่อนแล้วจึงทำให้เขาเข้าใจเรา (Seek first to understand then be understood)
พยายามฟังและเข้าใจกับสิ่งที่ผู้อื่นอธิบายเอาตัวเราเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ของเขา เมื่อเราเปิดใจรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ฝ่ายตรงข้ามจะมีความรู้สึกที่ผ่อนคลายและเปิดกว้างในการรับฟังเรามากขึ้น
6. ความร่วมมือร่วมใจกัน (Synergy)
โบราณว่าไว้ สองหัวดีกว่าหัวเดียว เมื่อคนสองคนคิดหาทางออกร่วมกัน ย่อมดีกว่าที่ต่างคนต่างหาทางออกโดยไม่ปรึกษากัน หรือตัดสินใจคนเดียวตามลำพัง ความร่วมมือร่วมใจไม่ใช่การยอมความ หากแต่เป็นการสื่อสารกันด้วยความเคารพในสิทธิและความคิดสร้างสรรค์ของกันและกัน ทำให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความเข้าใจ และสามารถหาทางออกได้ดีกว่าเดิม นี่แหละที่ทำให้เกิดสูตร Synergy คือ 1+1 = 3
7. หมั่นฝึกฝนอุปนิสัยทั้ง 6 อยู่เป็นประจำ (Sharpening the saw)
ปฏิบัติตามอุปนิสัยที่กล่าวมาทั้ง 6 ประการ และผสมผสานอุปนิสัยเหล่านั้นให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสุขภาพทางด้านร่างกายและจิตใจของตนเอง ตลอดจนสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข แต่อย่าลืมหมั่นทบทวนและนำมาปรับใช้ด้วย
6/20/07
พอร์ตชีวิต
มนุษย์คนหนึ่งๆ กว่าที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต ล้วนต้องต่อสู้ดิ้นรน และฝ่าอุปสรรคขวากหนามมากมายทั้งนั้น
ชีวิตของคนหนึ่งๆ จึงมีหลากรส หลายอารมณ์ และนานาประสบการณ์ ในแต่ละช่วงของจังหวะชีวิต!
ภาษิตกะเหรี่ยง บอกว่า “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยา (ชู) กำลัง” คือต้องดิ้นรน กระเสือกกระสน ขวนขวาย อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จึงจะสามารถกำชัยได้!
วันนี้…ผู้เขียนจะพาท่านไปดูแนวคิดและวิธีการ ‘จัดพอร์ตธุรกิจ’…ว่าเขาทำกันอย่างไร (หนอ) จึงรวยเอาๆ !
สำหรับเนื้อหาใน 2 ตอนแรก (จัดพอร์ตการศึกษา (ตอน 1) และพอร์ตครอบครัว (ตอน 2))…ขอได้โปรด click ไปดูได้ที่ website www.tax-thai.com เช่นเดิมนะครับ!
4. จัดพอร์ตธุรกิจ…เพื่อพิชิตความรวย
‘เงินทอง’ กับ ‘ความรวย’ ดูจะเป็นสิ่งแสวงหาของคนส่วนใหญ่ในสังคมโลก (ทุนนิยม-capitalism) ทุกวันนี้! จึงเป็นผลให้ทุกองคาพยพของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ล้วนมุ่งพุ่งเป้าไปวัดความสำเร็จกันที่ ‘ความมั่งคั่ง’ (GDP) โดยมองข้ามมิติของ ‘ความสุข’ (happiness) และ ‘จริยธรรม’ (merit) โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับรองๆ กว่า ‘เงินทอง’!
ดังนั้น…เพื่อสนองทิศทางของกระแสสังคม จึงขอพาท่านผู้อ่านล้วงลึกเข้าไปเจาะกระแสโลกาภิวัตน์ เพื่อหาช่องทาง/รูปแบบ/วิธีการ สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยจากธุรกิจการค้า กันดีกว่า!
(1) เถ้าแก่ใหม่…ควรเริ่มต้นทำการค้า (ธุรกิจ) อย่างไร? .
ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น (kick off) โดยแต่ละคนมีความพร้อมแตกต่างกันไป
ถามว่า ผู้ที่จะทำธุรกิจต้องมีคุณสมบัติอย่างไร (บ้าง) จึงจะไม่ตกม้าตาย (ตอนจบ)
(1.1) ต้องรู้จักธุรกิจ (ที่จะทำ) เป็นอย่างดี .
ประเภทที่ลองผิด ลองถูก หรือหลับหูหลับตาทำๆ ไปก่อน ทำนองไปตายเอาดาบหน้านั้น มีโอกาสฟลุ้คหลุดรอดมารวยน้อยมาก…เท่าที่เห็น (และอ่านประวัติ) ก็คงมีแต่เสี่ยตัน ภาสกรนที ที่ประหนึ่งแมวเก้าชีวิต คือล้มๆ ลุกๆ แล้วมาสะดุดความรวย (จริงๆ) ก็เมื่อตอนขายหุ้น Oishi ได้ 3,000 ล้านบาทนี่เอง
‘เสี่ยตัน’ เล่าว่า ตนทำธุรกิจมาแล้วสารพัด ทั้งร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านหนังสือ ร้านถ่ายรูป wedding studio จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จสูงสุดตรงชาเขียว Oishi โดยสังเกตจากลูกค้าว่านิยมสั่งชาเขียว ในสัดส่วนที่สูงกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ทั้งๆ ที่ราคาชาเขียวสูงกว่า…จึงถือเป็นการทำวิจัยตลาดภาคปฏิบัติ (marketing research) ไปในตัว
ปรัชญาการทำธุรกิจของ ‘เสี่ยตัน’ ก็คือ ต้องกระจายทำธุรกิจมากชนิดเข้าไว้ โดยขอให้ ‘โดน’ (เต็มๆ ใบ) สัก 1-2 กิจการก็คุ้ม และรวย (มากๆ) ได้แน่นอน!
(1.2) ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง .
วิสัยทัศน์ (vision) แม้เป็นคำนามธรรม แต่สำคัญที่สุดของผู้ที่จะเป็นสุดยอดนักธุรกิจ ตัวอย่างเช่น
- คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ (CEO แห่ง ซี.พี.กรุ๊ป) ซึ่งต้องถือเป็นสุดยอดของนักธุรกิจและนักบริหารของยุคนี้…ท่านเคยกล่าวปาฐกถาแสดงวิชั่นด้วยความคมคายมากมาย ซึ่งถ้าเรารู้จักนำเอาคำแนะนำของท่านไปใช้ ย่อมเป็นการร่นระยะเวลาแห่งการลองผิดลองถูกไปร่วมสิบๆ ปี อาทิ
- นโยบายเกษตร และปศุสัตว์ครบวงจรของซี.พี. ทำให้กิจการกลายเป็นยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร/ปศุสัตว์ ยักษ์ใหญ่ของเอเชียในปัจจุบัน
- ผลไม้ไทย 3 ชนิด คือ ทุเรียน ส้มโอ และมังคุด เป็นสุดยอดสินค้าที่ตลาดต่างประเทศต้องการ เพราะมีรสชาติดีเด่นกว่าใคร เนื่องจากชัยภูมิและลมฟ้าอากาศบ้านเราเหมาะสมยิ่ง
- ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมในอนาคต จะมีส่วนผลิกผันวิถีธุรกิจต่างๆ โดยพนักงานอาจไม่ต้องเดินทางมาทำงาน เป็นต้น
- ต้องส่งเสริมคนเก่ง (หนุ่มสาว) ให้ก้าวหน้าเร็วๆ เพื่อ keep คนเหล่านี้ไว้ในองค์กร และต้องกล้าเปิดโอกาสให้พวกเขาแสดงความเห็นและฝีมือเต็มที่ ทั้งที่บางครั้งรู้ถึงผลลัพธ์ว่ามาผิดทาง ก็จำต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งลง เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ และแข็งแกร่งขึ้น!
(1.3) ต้องมีความพร้อม (ทุกด้าน) .
ถ้าถึงพร้อมครบเครื่องทั้ง 4 M (man (ทีมงาน), money (เงินทุน), machine (เครื่องมือต่างๆ) และ management (ความสามารถในการบริการจัดการ)) ตามทฤษฎีบริหารธุรกิจ ก็ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้สูงยิ่ง!
ในบรรดา 4 M นี้ ความยากจะอยู่ที่ 2 M แรก คือ เรื่องของบุคลากร และทีมงาน หากเถ้าแก่ท่านใดได้ ‘ยอดขุนพล’ และทีมงานที่ดี/ซื่อสัตย์/ขยัน/ศักยภาพสูง ก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง เช่น Shin Corp ได้คุณบุญคลี ปลั่งศิริ, Modern Nine TV ได้คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นต้น
ส่วนเรื่องเงินทุน ก็เป็นอีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของนักธุรกิจ SME ทั้งหลาย แม้รัฐจะใช้มาตรการภาษีสนับสนุนให้เกิด Venture Capital (คือผู้ที่มีเงินทุนหนา และต้องการเข้าถือหุ้น/ร่วมทุนกับเจ้าของ OTOP) โดยยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผล และกำไรจากการขายหุ้น (capital gain) ของ VC (พ.ร.ฎ.#396)…แต่ VC บ้านเราก็ยังไม่บูมเหมือนต้นตำรับในประเทศตะวันตกทั้งหลาย!
(1.4) ต้องมีโชค และมีสติ .
เรื่องของโชควาสนา ถือเป็นลิขิตสวรรค์ จึงเป็นความสามารถเฉพาะบุคคล (ห้ามลอกเลียนแบบ) เช่น ทักษิณ ชินวัตร (ร่ำรวยจากธุรกิจโทรคมนาคมที่บูมอย่างรวดเร็วเกินคาดหมาย), โรตีบอย (เพิ่งเปิดร้านไม่กี่เดือน ปรากฏมีผู้สนใจขอซื้อลิขสิทธิ์ยี่ห้อนี้เป็นเงินถึง 50 ล้านบาท), ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว (นี่ก็จ๊าบเจ๋งด้วยการขยายตัวด้วยการขาย แฟรนไชส์รถเข็นไปทั่วบ้านทั่วเมือง) ฯลฯ
คำว่ามีสติ หมายถึง ต้องรู้เขา (คู่แข่ง/สถานการณ์) และรู้เรา (คือประเมินกำลังความสามารถของตนเองได้)…ดังคำสอนคนจีนว่า มิให้ลงทุนเกินตัว หรือเป็นหนี้เป็นสิน (กู้เงินมากๆ มาทำการค้า) เพราะถ้าพลาดพลั้งก็หมดตัวและหมดโอกาสฟื้น!
(2) เมื่อลูกเจ้าสัว…เข้ารับช่วงธุรกิจของตระกูล .
‘ลูกเจ้าสัว’ มักเป็นผู้มีการศึกษาสูงกว่าคนรุ่นพ่อ ซึ่งดั้งเดิมเติบโตจาก “เสื่อผืน หมอนใบ” จนกลายเป็น เถ้าแก่/เจ้าสัว ได้ด้วยการอาบเหงื่อต่างน้ำ และวิริยะอุตสาหะโดยแท้
ฐานรากธุรกิจที่เจ้าสัววางไว้แก่บุตรหลาน โดยค่อยๆ พร่ำสอนหมากกลการค้าแบบซึมซับตามธรรมชาติ โดยอาศัยความใกล้ชิดอบอุ่นในครอบครัว ทำให้บุตรหลานได้พบ/ได้เห็น/ได้ยิน/ได้สัมผัส ผ่านทางสายตาและโต๊ะกินข้าว (ร่วมกันทุกวัน)…ประกอบกับ ‘เจ้าสัวน้อย’ มีโอกาสร่ำเรียนถึงขั้นปริญญาตรี/โท/เอก หรือจบจากเมืองนอกเมืองนา ทำให้วิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความรู้กว่าคนรุ่นเก่า อีกทั้งสามารถเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตรงกับธุรกิจของครอบครัว เช่น กิจการก่อสร้าง (เรียนสถาปัตย์, วิศวกรรม) ธุรกิจโรงแรม (เรียนบริหาร/บัญชี/การโรงแรม) ธุรกิจอุตสาหกรรม (เรียน MBA, วิศวกรรม) เป็นต้น
มองเผินๆ…ก็เสมือนว่า ‘ลูกเจ้าสัว’ จะต่อยอดธุรกิจได้ง่ายและ (ควรจะ) ได้ดีกว่าคนรุ่นพ่อ แต่ก็มิได้เป็นสัจธรรมเสมอไป หากขาดซึ่งคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(2.1) เจ้าสัวน้อย ต้องมีศิลปะการครองใจคน .เพราะในองค์กรจะมีบุคลากร 2 กลุ่มใหญ่ คือ ผู้อาวุโสดั้งเดิม (ความรู้น้อย แต่ชำนาญงาน และมักดื้อรั้น) กับคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีการศึกษาสูง ซึ่งทำงานด้วยหลักวิชาการ และเทคโนโลยีสมัยใหม่…ดังนั้น CEO (เจ้าสัวน้อย) ต้องสามารถประสานความแตกต่างให้เป็นพลังหนึ่งเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ได้ตามเป้าหมาย
(2.2) เจ้าสัวน้อย ต้องทันกลเกมการค้าและธุรกิจ เพราะโลกการค้าและสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน มีความแตกต่างจากเดิมมากมาย และกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากนี้ ย่อมเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส โดยเฉพาะกระแสการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement (FTA)) ซึ่งรัฐบาลไทยใช้เป็นยุทธศาสตร์ โดยเร่งขยายและลงนาม FTA อีกหลายฉบับนั้น แน่นอนว่าย่อมเกิดคู่แข่งจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาค้าแข่งกับเรา โดยไม่มีกำแพงภาษี (tariff barrier) คอยปกป้องธุรกิจ/อุตสาหกรรมที่อ่อนแออีกต่อไป โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ซึ่งทั้งถูก (มากๆ) และคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่…ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเราสามารถขยายลู่ทาง การค้าไปยังตลาดโลกได้กว้างขวางและง่ายขึ้นโดยปราศจากภาษีศุลกากรเช่นกัน…จะคงเหลือก็แต่อุปสรรคจากการกีดกันทางการค้าในรูปอื่น (non-tariff barrier) ซึ่งเราต้องทันเกมและแก้ปัญหาผ่านสมาคมการค้า หรือกระทรวงพาณิชย์ของไทย
(2.3) เจ้าสัวน้อย ต้องเป็นทั้งนักการทูตและนักบริหารมือหนึ่ง .
หากจะทำงานใหญ่ต้องเป็นนักเจรจา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา เช่น ผู้บริหารกลุ่มซี.พี. มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำของจีน ทำให้การขยายธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว…เพราะการชิงปักธงได้ก่อน ย่อมได้เปรียบกว่าคู่แข่งหลายช่วงตัว
นอกจากนั้น เจ้าสัวน้อยจะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ (vision) กว้างไกล และมองโอกาสทางธุรกิจเป็น และสามารถไขว่คว้ามาได้ โดยสามารถวางแผนทางธุรกิจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย เช่น การเข้าไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในจีน โดยร่วมทุนกับรัฐบาลจีน หรือตั้งโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น Ningbo Fee Trade Zone ซึ่งลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือเพียง 15% เป็นต้น
(3) ที่สุดของธุรกิจ : ค้าขาย…ฤาจะสู้ค้าหุ้น .
สุดยอดของการบริหารธุรกิจก็คือ ต้องมองข้ามชอตไปถึงผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับให้สูงที่สุด ซึ่งผู้เขียนขอใช้คำว่า maximize net take home money ของผู้ถือหุ้น!
ตัวอย่างเช่น กรณีของ ฯพณฯ นายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้เงินจากการขายหุ้น Shin Corp สุทธิแล้วถึง 73,000 ล้านบาท โดยปราศจากภาษีใดๆ
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ กรณีของเสี่ยตัน ภาสกรนที ซึ่งนำบริษัท Oishi เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย (SET) เพื่อระดมเงินมาขยายโรงงานผลิตเครื่องดื่มชาเขียว โดยเพิ่งจดทะเบียนเข้าตลาดเพียง 1 ปี…แต่คุณตัน สามารถขายหุ้นบางส่วนของตนให้แก่คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นเงินถึง 3,000 ล้านบาท โดยปราศจากภาษี (เช่นกัน)…กรณีนี้ถือเป็นการเข้า take over (แบบ share acquisition) ซึ่งสร้างความแข็งแกร่งแก่ทั้ง 2 กิจการในลักษณะ win-win โดย Oishi กรุ๊ป สามารถขยายช่องทางตลาดผ่านเครือข่าย ‘เบียร์ช้าง’ ส่วนกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจฯ (เบียร์ช้าง) ก็เพิ่ม product line ขึ้นมาอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยไม่ต้องออกแรงสร้างและเสี่ยงแต่อย่างใด! จำได้ว่าสมัยเรียน MBA ที่ NIDA…คณาจารย์ได้เน้นย้ำเสมอถึงจรรยาบรรณทางธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility)…จึงขอส่งไม้ผ่านถึงเถ้าแก่/เจ้าสัว/และเจ้าสัวน้อยทั้งหลายว่า “เมื่อรวยแล้ว…ต้องไม่เอาเปรียบสังคม และต้องช่วยเหลือสังคมให้มากๆ เพราะผลบุญจะส่งให้ท่านรวย (เงินและความสุข) อย่างอมตะนิรันดร์กาลเลยเชียว!”
ชีวิตของคนหนึ่งๆ จึงมีหลากรส หลายอารมณ์ และนานาประสบการณ์ ในแต่ละช่วงของจังหวะชีวิต!
ภาษิตกะเหรี่ยง บอกว่า “ชีวิตคือการต่อสู้ ศัตรูคือยา (ชู) กำลัง” คือต้องดิ้นรน กระเสือกกระสน ขวนขวาย อดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ จึงจะสามารถกำชัยได้!
วันนี้…ผู้เขียนจะพาท่านไปดูแนวคิดและวิธีการ ‘จัดพอร์ตธุรกิจ’…ว่าเขาทำกันอย่างไร (หนอ) จึงรวยเอาๆ !
สำหรับเนื้อหาใน 2 ตอนแรก (จัดพอร์ตการศึกษา (ตอน 1) และพอร์ตครอบครัว (ตอน 2))…ขอได้โปรด click ไปดูได้ที่ website www.tax-thai.com เช่นเดิมนะครับ!
4. จัดพอร์ตธุรกิจ…เพื่อพิชิตความรวย
‘เงินทอง’ กับ ‘ความรวย’ ดูจะเป็นสิ่งแสวงหาของคนส่วนใหญ่ในสังคมโลก (ทุนนิยม-capitalism) ทุกวันนี้! จึงเป็นผลให้ทุกองคาพยพของสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ล้วนมุ่งพุ่งเป้าไปวัดความสำเร็จกันที่ ‘ความมั่งคั่ง’ (GDP) โดยมองข้ามมิติของ ‘ความสุข’ (happiness) และ ‘จริยธรรม’ (merit) โดยให้ความสำคัญเป็นอันดับรองๆ กว่า ‘เงินทอง’!
ดังนั้น…เพื่อสนองทิศทางของกระแสสังคม จึงขอพาท่านผู้อ่านล้วงลึกเข้าไปเจาะกระแสโลกาภิวัตน์ เพื่อหาช่องทาง/รูปแบบ/วิธีการ สร้างความมั่งคั่งร่ำรวยจากธุรกิจการค้า กันดีกว่า!
(1) เถ้าแก่ใหม่…ควรเริ่มต้นทำการค้า (ธุรกิจ) อย่างไร? .
ทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้น (kick off) โดยแต่ละคนมีความพร้อมแตกต่างกันไป
ถามว่า ผู้ที่จะทำธุรกิจต้องมีคุณสมบัติอย่างไร (บ้าง) จึงจะไม่ตกม้าตาย (ตอนจบ)
(1.1) ต้องรู้จักธุรกิจ (ที่จะทำ) เป็นอย่างดี .
ประเภทที่ลองผิด ลองถูก หรือหลับหูหลับตาทำๆ ไปก่อน ทำนองไปตายเอาดาบหน้านั้น มีโอกาสฟลุ้คหลุดรอดมารวยน้อยมาก…เท่าที่เห็น (และอ่านประวัติ) ก็คงมีแต่เสี่ยตัน ภาสกรนที ที่ประหนึ่งแมวเก้าชีวิต คือล้มๆ ลุกๆ แล้วมาสะดุดความรวย (จริงๆ) ก็เมื่อตอนขายหุ้น Oishi ได้ 3,000 ล้านบาทนี่เอง
‘เสี่ยตัน’ เล่าว่า ตนทำธุรกิจมาแล้วสารพัด ทั้งร้านอาหาร ภัตตาคาร ร้านหนังสือ ร้านถ่ายรูป wedding studio จนกระทั่งมาประสบความสำเร็จสูงสุดตรงชาเขียว Oishi โดยสังเกตจากลูกค้าว่านิยมสั่งชาเขียว ในสัดส่วนที่สูงกว่าเครื่องดื่มชนิดอื่นๆ ทั้งๆ ที่ราคาชาเขียวสูงกว่า…จึงถือเป็นการทำวิจัยตลาดภาคปฏิบัติ (marketing research) ไปในตัว
ปรัชญาการทำธุรกิจของ ‘เสี่ยตัน’ ก็คือ ต้องกระจายทำธุรกิจมากชนิดเข้าไว้ โดยขอให้ ‘โดน’ (เต็มๆ ใบ) สัก 1-2 กิจการก็คุ้ม และรวย (มากๆ) ได้แน่นอน!
(1.2) ต้องมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง .
วิสัยทัศน์ (vision) แม้เป็นคำนามธรรม แต่สำคัญที่สุดของผู้ที่จะเป็นสุดยอดนักธุรกิจ ตัวอย่างเช่น
- คุณธนินทร์ เจียรวนนท์ (CEO แห่ง ซี.พี.กรุ๊ป) ซึ่งต้องถือเป็นสุดยอดของนักธุรกิจและนักบริหารของยุคนี้…ท่านเคยกล่าวปาฐกถาแสดงวิชั่นด้วยความคมคายมากมาย ซึ่งถ้าเรารู้จักนำเอาคำแนะนำของท่านไปใช้ ย่อมเป็นการร่นระยะเวลาแห่งการลองผิดลองถูกไปร่วมสิบๆ ปี อาทิ
- นโยบายเกษตร และปศุสัตว์ครบวงจรของซี.พี. ทำให้กิจการกลายเป็นยักษ์ใหญ่ธุรกิจเกษตร/ปศุสัตว์ ยักษ์ใหญ่ของเอเชียในปัจจุบัน
- ผลไม้ไทย 3 ชนิด คือ ทุเรียน ส้มโอ และมังคุด เป็นสุดยอดสินค้าที่ตลาดต่างประเทศต้องการ เพราะมีรสชาติดีเด่นกว่าใคร เนื่องจากชัยภูมิและลมฟ้าอากาศบ้านเราเหมาะสมยิ่ง
- ธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคมในอนาคต จะมีส่วนผลิกผันวิถีธุรกิจต่างๆ โดยพนักงานอาจไม่ต้องเดินทางมาทำงาน เป็นต้น
- ต้องส่งเสริมคนเก่ง (หนุ่มสาว) ให้ก้าวหน้าเร็วๆ เพื่อ keep คนเหล่านี้ไว้ในองค์กร และต้องกล้าเปิดโอกาสให้พวกเขาแสดงความเห็นและฝีมือเต็มที่ ทั้งที่บางครั้งรู้ถึงผลลัพธ์ว่ามาผิดทาง ก็จำต้องยอมหลับตาข้างหนึ่งลง เพื่อให้พวกเขาได้มีโอกาสเรียนรู้ และแข็งแกร่งขึ้น!
(1.3) ต้องมีความพร้อม (ทุกด้าน) .
ถ้าถึงพร้อมครบเครื่องทั้ง 4 M (man (ทีมงาน), money (เงินทุน), machine (เครื่องมือต่างๆ) และ management (ความสามารถในการบริการจัดการ)) ตามทฤษฎีบริหารธุรกิจ ก็ย่อมมีโอกาสประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้สูงยิ่ง!
ในบรรดา 4 M นี้ ความยากจะอยู่ที่ 2 M แรก คือ เรื่องของบุคลากร และทีมงาน หากเถ้าแก่ท่านใดได้ ‘ยอดขุนพล’ และทีมงานที่ดี/ซื่อสัตย์/ขยัน/ศักยภาพสูง ก็ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่ง เช่น Shin Corp ได้คุณบุญคลี ปลั่งศิริ, Modern Nine TV ได้คุณมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เป็นต้น
ส่วนเรื่องเงินทุน ก็เป็นอีกปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโตของนักธุรกิจ SME ทั้งหลาย แม้รัฐจะใช้มาตรการภาษีสนับสนุนให้เกิด Venture Capital (คือผู้ที่มีเงินทุนหนา และต้องการเข้าถือหุ้น/ร่วมทุนกับเจ้าของ OTOP) โดยยกเว้นภาษีเงินได้สำหรับเงินปันผล และกำไรจากการขายหุ้น (capital gain) ของ VC (พ.ร.ฎ.#396)…แต่ VC บ้านเราก็ยังไม่บูมเหมือนต้นตำรับในประเทศตะวันตกทั้งหลาย!
(1.4) ต้องมีโชค และมีสติ .
เรื่องของโชควาสนา ถือเป็นลิขิตสวรรค์ จึงเป็นความสามารถเฉพาะบุคคล (ห้ามลอกเลียนแบบ) เช่น ทักษิณ ชินวัตร (ร่ำรวยจากธุรกิจโทรคมนาคมที่บูมอย่างรวดเร็วเกินคาดหมาย), โรตีบอย (เพิ่งเปิดร้านไม่กี่เดือน ปรากฏมีผู้สนใจขอซื้อลิขสิทธิ์ยี่ห้อนี้เป็นเงินถึง 50 ล้านบาท), ชายสี่บะหมี่เกี๊ยว (นี่ก็จ๊าบเจ๋งด้วยการขยายตัวด้วยการขาย แฟรนไชส์รถเข็นไปทั่วบ้านทั่วเมือง) ฯลฯ
คำว่ามีสติ หมายถึง ต้องรู้เขา (คู่แข่ง/สถานการณ์) และรู้เรา (คือประเมินกำลังความสามารถของตนเองได้)…ดังคำสอนคนจีนว่า มิให้ลงทุนเกินตัว หรือเป็นหนี้เป็นสิน (กู้เงินมากๆ มาทำการค้า) เพราะถ้าพลาดพลั้งก็หมดตัวและหมดโอกาสฟื้น!
(2) เมื่อลูกเจ้าสัว…เข้ารับช่วงธุรกิจของตระกูล .
‘ลูกเจ้าสัว’ มักเป็นผู้มีการศึกษาสูงกว่าคนรุ่นพ่อ ซึ่งดั้งเดิมเติบโตจาก “เสื่อผืน หมอนใบ” จนกลายเป็น เถ้าแก่/เจ้าสัว ได้ด้วยการอาบเหงื่อต่างน้ำ และวิริยะอุตสาหะโดยแท้
ฐานรากธุรกิจที่เจ้าสัววางไว้แก่บุตรหลาน โดยค่อยๆ พร่ำสอนหมากกลการค้าแบบซึมซับตามธรรมชาติ โดยอาศัยความใกล้ชิดอบอุ่นในครอบครัว ทำให้บุตรหลานได้พบ/ได้เห็น/ได้ยิน/ได้สัมผัส ผ่านทางสายตาและโต๊ะกินข้าว (ร่วมกันทุกวัน)…ประกอบกับ ‘เจ้าสัวน้อย’ มีโอกาสร่ำเรียนถึงขั้นปริญญาตรี/โท/เอก หรือจบจากเมืองนอกเมืองนา ทำให้วิสัยทัศน์กว้างไกล และมีความรู้กว่าคนรุ่นเก่า อีกทั้งสามารถเลือกเรียนในสาขาวิชาที่ตรงกับธุรกิจของครอบครัว เช่น กิจการก่อสร้าง (เรียนสถาปัตย์, วิศวกรรม) ธุรกิจโรงแรม (เรียนบริหาร/บัญชี/การโรงแรม) ธุรกิจอุตสาหกรรม (เรียน MBA, วิศวกรรม) เป็นต้น
มองเผินๆ…ก็เสมือนว่า ‘ลูกเจ้าสัว’ จะต่อยอดธุรกิจได้ง่ายและ (ควรจะ) ได้ดีกว่าคนรุ่นพ่อ แต่ก็มิได้เป็นสัจธรรมเสมอไป หากขาดซึ่งคุณสมบัติดังต่อไปนี้
(2.1) เจ้าสัวน้อย ต้องมีศิลปะการครองใจคน .เพราะในองค์กรจะมีบุคลากร 2 กลุ่มใหญ่ คือ ผู้อาวุโสดั้งเดิม (ความรู้น้อย แต่ชำนาญงาน และมักดื้อรั้น) กับคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ดีกรีการศึกษาสูง ซึ่งทำงานด้วยหลักวิชาการ และเทคโนโลยีสมัยใหม่…ดังนั้น CEO (เจ้าสัวน้อย) ต้องสามารถประสานความแตกต่างให้เป็นพลังหนึ่งเดียวกันเพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้ได้ตามเป้าหมาย
(2.2) เจ้าสัวน้อย ต้องทันกลเกมการค้าและธุรกิจ เพราะโลกการค้าและสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน มีความแตกต่างจากเดิมมากมาย และกระแสโลกาภิวัตน์ที่เชี่ยวกรากนี้ ย่อมเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส โดยเฉพาะกระแสการเจรจาเปิดเขตการค้าเสรี (Free Trade Agreement (FTA)) ซึ่งรัฐบาลไทยใช้เป็นยุทธศาสตร์ โดยเร่งขยายและลงนาม FTA อีกหลายฉบับนั้น แน่นอนว่าย่อมเกิดคู่แข่งจำนวนมากหลั่งไหลเข้ามาค้าแข่งกับเรา โดยไม่มีกำแพงภาษี (tariff barrier) คอยปกป้องธุรกิจ/อุตสาหกรรมที่อ่อนแออีกต่อไป โดยเฉพาะสินค้าจากจีน ซึ่งทั้งถูก (มากๆ) และคุณภาพดีขึ้นเรื่อยๆ
แต่…ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการเปิดโอกาสให้สินค้าและบริการของไทยเราสามารถขยายลู่ทาง การค้าไปยังตลาดโลกได้กว้างขวางและง่ายขึ้นโดยปราศจากภาษีศุลกากรเช่นกัน…จะคงเหลือก็แต่อุปสรรคจากการกีดกันทางการค้าในรูปอื่น (non-tariff barrier) ซึ่งเราต้องทันเกมและแก้ปัญหาผ่านสมาคมการค้า หรือกระทรวงพาณิชย์ของไทย
(2.3) เจ้าสัวน้อย ต้องเป็นทั้งนักการทูตและนักบริหารมือหนึ่ง .
หากจะทำงานใหญ่ต้องเป็นนักเจรจา และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อทุกส่วนงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของเรา เช่น ผู้บริหารกลุ่มซี.พี. มีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำของจีน ทำให้การขยายธุรกิจและการลงทุนเป็นไปอย่างสะดวก รวดเร็ว…เพราะการชิงปักธงได้ก่อน ย่อมได้เปรียบกว่าคู่แข่งหลายช่วงตัว
นอกจากนั้น เจ้าสัวน้อยจะต้องเป็นผู้มีวิสัยทัศน์ (vision) กว้างไกล และมองโอกาสทางธุรกิจเป็น และสามารถไขว่คว้ามาได้ โดยสามารถวางแผนทางธุรกิจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย เช่น การเข้าไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในจีน โดยร่วมทุนกับรัฐบาลจีน หรือตั้งโรงงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เช่น Ningbo Fee Trade Zone ซึ่งลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือเพียง 15% เป็นต้น
(3) ที่สุดของธุรกิจ : ค้าขาย…ฤาจะสู้ค้าหุ้น .
สุดยอดของการบริหารธุรกิจก็คือ ต้องมองข้ามชอตไปถึงผลประโยชน์ที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับให้สูงที่สุด ซึ่งผู้เขียนขอใช้คำว่า maximize net take home money ของผู้ถือหุ้น!
ตัวอย่างเช่น กรณีของ ฯพณฯ นายกทักษิณ ชินวัตร ซึ่งได้เงินจากการขายหุ้น Shin Corp สุทธิแล้วถึง 73,000 ล้านบาท โดยปราศจากภาษีใดๆ
อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ กรณีของเสี่ยตัน ภาสกรนที ซึ่งนำบริษัท Oishi เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของไทย (SET) เพื่อระดมเงินมาขยายโรงงานผลิตเครื่องดื่มชาเขียว โดยเพิ่งจดทะเบียนเข้าตลาดเพียง 1 ปี…แต่คุณตัน สามารถขายหุ้นบางส่วนของตนให้แก่คุณเจริญ สิริวัฒนภักดี เป็นเงินถึง 3,000 ล้านบาท โดยปราศจากภาษี (เช่นกัน)…กรณีนี้ถือเป็นการเข้า take over (แบบ share acquisition) ซึ่งสร้างความแข็งแกร่งแก่ทั้ง 2 กิจการในลักษณะ win-win โดย Oishi กรุ๊ป สามารถขยายช่องทางตลาดผ่านเครือข่าย ‘เบียร์ช้าง’ ส่วนกลุ่มบริษัทไทยเบฟเวอเรจฯ (เบียร์ช้าง) ก็เพิ่ม product line ขึ้นมาอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยไม่ต้องออกแรงสร้างและเสี่ยงแต่อย่างใด! จำได้ว่าสมัยเรียน MBA ที่ NIDA…คณาจารย์ได้เน้นย้ำเสมอถึงจรรยาบรรณทางธุรกิจ และความรับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility)…จึงขอส่งไม้ผ่านถึงเถ้าแก่/เจ้าสัว/และเจ้าสัวน้อยทั้งหลายว่า “เมื่อรวยแล้ว…ต้องไม่เอาเปรียบสังคม และต้องช่วยเหลือสังคมให้มากๆ เพราะผลบุญจะส่งให้ท่านรวย (เงินและความสุข) อย่างอมตะนิรันดร์กาลเลยเชียว!”
6/8/07
ชีวิตมีทางเลือกเสมอ : จงเลือกที่จะรักสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ก่อนที่จะเลือกทำในสิ่งที่เรารัก
คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ เป็นอยู่ หรือได้อยู่ มักจะเห็นสิ่งที่คนอื่นเป็น คนอื่นมี คนอื่นได้ ดีกว่าตัวเองเสมอ ที่เป็นเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเพราะใครมีอะไรดีกว่าเราหรอก แต่เนื่องจากว่าเรามองข้ามความสำคัญของสิ่งที่เรามีอยู่นั่นเอง เช่น บ้านคนอื่นน่าอยู่กว่าบ้านเรา แฟนคนอื่นน่ารักกว่าแฟนเรา รถคนอื่นน่าขับกว่ารถเรา งานคนอื่นดีกว่างานที่เราทำอยู่ ฯลฯ ใครที่รู้สึกแบบนี้ผลที่จะติดตามมาคือความไม่พึงพอใจต่อสิ่งที่ตัวเองเป็น มี หรือได้อยู่ ทำให้ขาดความทุ่มเทในการที่จะทำ จะดูแลรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ เมื่อใส่ใจน้อยลง ยิ่งทำให้ความสำคัญของสิ่งนั้นๆน้อยตามลงไปด้วย
คนหลายคนพยายามไขว่คว้าหาสิ่งที่คนอื่นมีแต่ตนเองไม่มี บางคนพยายามทุกวิถีทางที่จะได้มันมา เช่น คนทำงานหลายคนอยากมีรถเป็นของตัวเองเหมือนกับที่เพื่อนๆคนอื่นเขามีกัน ทั้งๆที่ตัวเองรายได้ไม่ได้สูงมากมายอะไร สุดท้ายเป็นหนี้ก็ยอม เพียงแค่ขอให้ได้รถยนต์มาขับเท่ๆ เท่านั้นเอง และความพึงพอใจต่อสิ่งที่ได้มาส่วนใหญ่ไม่จีรังยั่งยืน แรกๆที่ได้มาก็รู้สึกดี รู้สึกพึงพอใจ แต่เมื่อมันอยู่กับเราไปนานๆ ความรู้สึกชอบรู้สึกรัก รู้สึกพอใจก็ค่อยๆจางหายไปและหมดไปในที่สุด
คนทำงานหลายคนมักจะบ่นว่าไม่ชอบทำงานนี้เลย แต่ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ไม่ชอบบริษัทนี้เลย แต่ก็ต้องจำใจทำ ไม่ชอบเจ้านายคนนี้เลย แต่ยังไงคงจะเปลี่ยนนายไม่ได้หรอก คนเรามักจะบ่นและโทษโน่นโทษนี่ว่าไม่ดี ไม่เหมาะกับตัวเอง แต่ไม่เคยหันมามองตัวเองเลยว่าในความเป็นจริงแล้วทุกชีวิตมีทางเลือกในชีวิตอย่างน้อยสองทางเลือกเสมอ เช่น
- เลือกที่จะทำในงานที่ตัวเองรักตัวเองถนัดหรือเลือกที่จะรักงานที่ตัวเองทำอยู่
- เลือกที่จะอยู่กับคนที่เราไม่ชอบด้วยความสนุกหรือเลือกที่จะอยู่กับคนที่เราไม่ชอบด้วยความขมขื่น
- เลือกที่จะเข้าร่วมสัมมนาด้วยความสนุกหรือเลือกที่จะเข้าร่วมสัมมนาแบบเซ็งๆไปทั้งวัน
- เลือกที่จะอยู่กับครอบครัวด้วยความสุขหรือเลือกที่จะอยู่กับครอบด้วยความทุกข์
- เลือกที่จะมีรถแต่เป็นหนี้หรือเลือกที่จะไม่มีหนี้แต่ไม่มีรถ
- เลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยอารมณ์หรือเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยสติ ด้วยเหตุด้วยผล
- เลือกที่จะด่าลูกน้องหรือเลือกที่จะสอนให้ลูกน้องคิดได้เองเมื่อลูกน้องทำผิด
-เลือกที่จะเอาปัญหาคนอื่นมาใส่ในหัวเราหรือเลือกที่จะรับเอาสิ่งดีๆของคนอื่นเข้ามาอยู่ในหัว
ฯลฯ
จากตัวอย่างทางเลือกในชีวิตที่เขียนมานี้ คงพอจะทำให้ท่านผู้อ่านได้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว คนเรามีทางเลือกในชีวิตในแต่ละเรื่องอย่างน้อยสองทางเลือกเสมอคือทางเลือกที่เป็นบวกและทางเลือกที่เป็นลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกทางเลือกไหน คนส่วนใหญ่มักจะเลือกทางเลือกที่เป็นลบ จึงทำให้เกิดความเครียดและความทุกข์กันมิหยุดหย่อน
ผมอยากจะฝากข้อคิดถึงทุกๆคนครับว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ก็จริงแต่เมื่อเกิดมาแล้วเรามีสิทธิที่จะเลือกสิ่งต่างๆอีกมากมาย ถ้าเราเลือกรักในทุกสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเลือกที่จะรักการเรียนเมื่อยู่ในวัยเรียน เลือกรักงานที่กำลังทำ เลือกรักครอบครัวที่เรามีแล้ว โอกาสที่เราจะเลือกทำในสิ่งที่เรารักมากที่สุดนั้นมีมากขึ้น
สำหรับคนทำงานที่กินเงินเดือนส่วนใหญ่มักจะใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งตัวเองจะออกไปทำงานส่วนตัวที่ตัวเองชอบ เช่น เปิดกิจการทัวร์ เปิดร้านเสริมสวย เป็นที่ปรึกษาอิสระ ฯลฯ ผมมีความเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าใครก็ตามที่ต้องการให้ฝันเหล่านี้เป็นจริง จะต้องผ่านด่านที่สำคัญในชีวิตอย่างน้อยหนึ่งด่าน นั่นก็คือทำอย่างไรจึงจะรักงานที่ทำอยู่ให้ได้ก่อน เพราะงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนั้นคือสะพานสำคัญที่จะนำพาเราไปทำในสิ่งที่เรารักหรือเราชอบได้ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถรักงานที่กำลังทำอยู่ได้ โอกาสที่เราจะออกไปทำสิ่งที่เรารักได้นั้นมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้
ผมอยากให้คนทำงานทุกคนยินดีที่จะทำงานทุกอย่างที่มีโอกาส เพราะการปฏิเสธงานที่ตัวเองคิดว่าไม่รักไม่ชอบนั้น เท่ากับเป็นการปิดกั้นตัวเอง คนหลายคนเพิ่งมารู้ว่าตัวเองชอบงานบางงานที่เคยไม่ชอบมาก่อน แต่พอได้ทำได้สัมผัสก็เกิดความรักขึ้นมาเลย ผมอยากให้คนทำงานทุกคนได้มีโอกาสลอง มีโอกาสทำกับสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำและคิดว่าไม่ชอบ ถ้าลองทำแล้วสุดท้ายยังไม่ชอบอีก และมีสิทธิเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าทำแล้วยังไม่มีทางเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก็ให้พยายามหาจุดดีของงานนั้นให้ได้สักอย่างสองอย่าง เพื่อให้เรารู้สึกดีๆต่องานมากกว่าที่จะรู้สึกทางเชิงลบ อย่างน้อยที่สุดจะช่วยให้เราทำงานนั้นๆได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นนะครับ
สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านคงจะเริ่มมองหาสิ่งดีๆจากสิ่งหรือบุคคลที่ตัวเองไม่ชอบได้บ้างนะครับ ลองเริ่มค้นหาจากบุคคลที่ใกล้ชิดเรา งานที่เราทำ องค์กรที่เราอยู่ ถ้าทำได้แบบนี้ทุกวัน ผมเชื่อโอกาสที่เราจะได้เลือกทำในสิ่งที่เรารักจะมีมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
http://www.peoplevalue.co.th
คนหลายคนพยายามไขว่คว้าหาสิ่งที่คนอื่นมีแต่ตนเองไม่มี บางคนพยายามทุกวิถีทางที่จะได้มันมา เช่น คนทำงานหลายคนอยากมีรถเป็นของตัวเองเหมือนกับที่เพื่อนๆคนอื่นเขามีกัน ทั้งๆที่ตัวเองรายได้ไม่ได้สูงมากมายอะไร สุดท้ายเป็นหนี้ก็ยอม เพียงแค่ขอให้ได้รถยนต์มาขับเท่ๆ เท่านั้นเอง และความพึงพอใจต่อสิ่งที่ได้มาส่วนใหญ่ไม่จีรังยั่งยืน แรกๆที่ได้มาก็รู้สึกดี รู้สึกพึงพอใจ แต่เมื่อมันอยู่กับเราไปนานๆ ความรู้สึกชอบรู้สึกรัก รู้สึกพอใจก็ค่อยๆจางหายไปและหมดไปในที่สุด
คนทำงานหลายคนมักจะบ่นว่าไม่ชอบทำงานนี้เลย แต่ก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ไม่ชอบบริษัทนี้เลย แต่ก็ต้องจำใจทำ ไม่ชอบเจ้านายคนนี้เลย แต่ยังไงคงจะเปลี่ยนนายไม่ได้หรอก คนเรามักจะบ่นและโทษโน่นโทษนี่ว่าไม่ดี ไม่เหมาะกับตัวเอง แต่ไม่เคยหันมามองตัวเองเลยว่าในความเป็นจริงแล้วทุกชีวิตมีทางเลือกในชีวิตอย่างน้อยสองทางเลือกเสมอ เช่น
- เลือกที่จะทำในงานที่ตัวเองรักตัวเองถนัดหรือเลือกที่จะรักงานที่ตัวเองทำอยู่
- เลือกที่จะอยู่กับคนที่เราไม่ชอบด้วยความสนุกหรือเลือกที่จะอยู่กับคนที่เราไม่ชอบด้วยความขมขื่น
- เลือกที่จะเข้าร่วมสัมมนาด้วยความสนุกหรือเลือกที่จะเข้าร่วมสัมมนาแบบเซ็งๆไปทั้งวัน
- เลือกที่จะอยู่กับครอบครัวด้วยความสุขหรือเลือกที่จะอยู่กับครอบด้วยความทุกข์
- เลือกที่จะมีรถแต่เป็นหนี้หรือเลือกที่จะไม่มีหนี้แต่ไม่มีรถ
- เลือกที่จะแก้ไขปัญหาด้วยอารมณ์หรือเลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยสติ ด้วยเหตุด้วยผล
- เลือกที่จะด่าลูกน้องหรือเลือกที่จะสอนให้ลูกน้องคิดได้เองเมื่อลูกน้องทำผิด
-เลือกที่จะเอาปัญหาคนอื่นมาใส่ในหัวเราหรือเลือกที่จะรับเอาสิ่งดีๆของคนอื่นเข้ามาอยู่ในหัว
ฯลฯ
จากตัวอย่างทางเลือกในชีวิตที่เขียนมานี้ คงพอจะทำให้ท่านผู้อ่านได้เห็นว่าในความเป็นจริงแล้ว คนเรามีทางเลือกในชีวิตในแต่ละเรื่องอย่างน้อยสองทางเลือกเสมอคือทางเลือกที่เป็นบวกและทางเลือกที่เป็นลบ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะเลือกทางเลือกไหน คนส่วนใหญ่มักจะเลือกทางเลือกที่เป็นลบ จึงทำให้เกิดความเครียดและความทุกข์กันมิหยุดหย่อน
ผมอยากจะฝากข้อคิดถึงทุกๆคนครับว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ก็จริงแต่เมื่อเกิดมาแล้วเรามีสิทธิที่จะเลือกสิ่งต่างๆอีกมากมาย ถ้าเราเลือกรักในทุกสิ่งที่เราต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นเลือกที่จะรักการเรียนเมื่อยู่ในวัยเรียน เลือกรักงานที่กำลังทำ เลือกรักครอบครัวที่เรามีแล้ว โอกาสที่เราจะเลือกทำในสิ่งที่เรารักมากที่สุดนั้นมีมากขึ้น
สำหรับคนทำงานที่กินเงินเดือนส่วนใหญ่มักจะใฝ่ฝันว่าวันหนึ่งตัวเองจะออกไปทำงานส่วนตัวที่ตัวเองชอบ เช่น เปิดกิจการทัวร์ เปิดร้านเสริมสวย เป็นที่ปรึกษาอิสระ ฯลฯ ผมมีความเชื่อเป็นการส่วนตัวว่าใครก็ตามที่ต้องการให้ฝันเหล่านี้เป็นจริง จะต้องผ่านด่านที่สำคัญในชีวิตอย่างน้อยหนึ่งด่าน นั่นก็คือทำอย่างไรจึงจะรักงานที่ทำอยู่ให้ได้ก่อน เพราะงานที่ทำอยู่ในปัจจุบันนั้นคือสะพานสำคัญที่จะนำพาเราไปทำในสิ่งที่เรารักหรือเราชอบได้ ตราบใดที่เรายังไม่สามารถรักงานที่กำลังทำอยู่ได้ โอกาสที่เราจะออกไปทำสิ่งที่เรารักได้นั้นมีน้อยมากหรือแทบจะไม่มีเลยก็ว่าได้
ผมอยากให้คนทำงานทุกคนยินดีที่จะทำงานทุกอย่างที่มีโอกาส เพราะการปฏิเสธงานที่ตัวเองคิดว่าไม่รักไม่ชอบนั้น เท่ากับเป็นการปิดกั้นตัวเอง คนหลายคนเพิ่งมารู้ว่าตัวเองชอบงานบางงานที่เคยไม่ชอบมาก่อน แต่พอได้ทำได้สัมผัสก็เกิดความรักขึ้นมาเลย ผมอยากให้คนทำงานทุกคนได้มีโอกาสลอง มีโอกาสทำกับสิ่งที่ตัวเองไม่เคยทำและคิดว่าไม่ชอบ ถ้าลองทำแล้วสุดท้ายยังไม่ชอบอีก และมีสิทธิเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก็ไม่ว่ากัน แต่ถ้าทำแล้วยังไม่มีทางเลือกที่จะทำในสิ่งที่ตัวเองชอบก็ให้พยายามหาจุดดีของงานนั้นให้ได้สักอย่างสองอย่าง เพื่อให้เรารู้สึกดีๆต่องานมากกว่าที่จะรู้สึกทางเชิงลบ อย่างน้อยที่สุดจะช่วยให้เราทำงานนั้นๆได้อย่างมีความสุขมากยิ่งขึ้นนะครับ
สุดท้ายนี้ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านผู้อ่านคงจะเริ่มมองหาสิ่งดีๆจากสิ่งหรือบุคคลที่ตัวเองไม่ชอบได้บ้างนะครับ ลองเริ่มค้นหาจากบุคคลที่ใกล้ชิดเรา งานที่เราทำ องค์กรที่เราอยู่ ถ้าทำได้แบบนี้ทุกวัน ผมเชื่อโอกาสที่เราจะได้เลือกทำในสิ่งที่เรารักจะมีมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน
http://www.peoplevalue.co.th
Subscribe to:
Posts (Atom)